แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สมาพร แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สมาพร แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2552

ประเภทของซูซิ


นิงิริซูชิ


นิงิริซูชิ (Nigiri Sushi) เป็นซูชิพบได้บ่อยในภัตตาคาร ซูชิ ิจะมีลักษณะข้าวเป็นก้อนรูปวงรีแล้ววางเนื้อปลาดิบ ปลาหมึก ฯลฯ ไว้ข้างบน อาจจะใส่วาซาบิเล็กน้อย หรือตกแต่งด้วยสาหร่ายทะเลก็ได้ ซูชิแบบนี้เป็นที่นิยมมากที่สุด

มากิซูชิ
มากิซูชิ" (Maki Sushi) มีวิธีทำตั้ง 3 แบบ แบบแรกม้วนข้าวไว้ด้านใน แบบที่สองก็ม้วนกลับด้านเอาข้าวไว้ข้างนอก และแบบที่สามห่อเป็นรูปกรวย

ชิราชิซูชิ

ชิราชิซูชิ (Chirashi Sushi) เป็นการจัดปลาดิบ ปลาหมึก กุ้ง ผัก ฯลฯ ที่หั่นเป็นชิ้นๆ วางเรียงบนข้าวที่ใส่อยู่ในกล่อง

โอชิซูชิ
โอชิซูชิ (Oshi Sushi) หรือรูปแบบคันไซจากเมืองโอซาก้า เอาข้าวมาอัดลงในแม่พิมพ์รูปสี่เหลี่ยมตามยาวหั่นขนาดพอดีให้รับประทานเป็นคำๆ แล้ววางเนื้อปลาไว้ด้านบน

ซาชิมิ (Sashimi)

ของดิบ เช่น ปลาซัลมอน ปลาทูน่า ไข่ปลา หอย ไข่หอยเม่น ปลาหมึก กุ้ง ฯลฯ ทานกับโชยุ และวาซาบิ หรืออาจมีหัวไชเท้าขูดฝอย ขิงขูดฝอย ทานร่วมด้วยแก้เลี่ยนก็ได้

โนริมากิ (Norimaki)

โนริแปลว่าสาหร่าย มากิ แปลว่าห่อๆ ม้วน มักจะใช้ไม่ไผ่สานเป็นแผ่น เป็นตัวช่วยในการห่อข้าวให้แน่นเป็นอาหารประเภท ข้าวปรุงรส ห่อด้วยสาหร่าย แล้วตัดเป็นชิ้นๆ พอคำไส้ข้างในข้าวประกอบด้วย ไข่ ไชโป๊ ผักต่างๆ หรืออาจเป็นของดิบก็ได้

โอนิงิริ


หรือข้าวปั้น (นิงิริ แปลว่าการทำให้แน่นๆ) ไม่มีการใส่น้ำสัมสายชู ไม่ปรุงรส นำข้าวหุงใหม่มาปั้นเป็นก้อนสามเหลี่ยมมนๆ อาจจะนำข้าวไปคลุกกับ ผงเนื้อสัตว์ เช่นปลาแห้ง กุ้งแห้ง กุ้งบด หรือผงสาหร่าย เป็นต้นอาจจะห่อหรือไม่ห่อด้วยสาหร่ายแผ่นโตๆก็ได้ อาจมีไส้หรือไม่มีก็ได้
หน้าของซูชิ
-ปลาแซลมอน
-ปลาโอ
-ไข่หวาน
-ไข่กุ้ง
-ไข่ปลา
-ปลาหมึกยักษ์
-กุ้ง
-สาหร่าย
-ปลาซาบะ
-แตงกวา
-ปลาไหล
ที่มา http://www.tlcthai.com/club

ซูชิ


ซูชิ
ถ้ามองหาอาหารให้พลังงานต่ำ แต่โปรตีนสูง นี่เลยซูชิ

"ซูชิ" คือ ข้าวปรุงรสด้วยน้ำส้มสายชู เกลือ และน้ำตาล แต่งหน้าด้วยเครื่องปรุงต่างๆ อันที่จร ิงแล้วซูชิไม่ใช่อาหารจานหลักแบบข้าวสวย หรือขนมปัง แต่เป็นอาหารที่ทำขึ้นเพื่อการถนอมอาหาร ซึ่งคือปลานั่นเอง โดยในอดีตชาวญี่ปุ่นจะนำปลามาเคล้ากับเกลือและหุ้มด้วยข้าวสุก หมักทิ้งไว้ให้แบคทีเรียในปลาย่อยข้าวสุกจนเป็นกรดที่ทำให้ปลามีรสเปรี้ยว เก็บไว้กินได้นานๆ พอจะเอาปลามากินก็แกะข้าวออก แต่ต่อมาจะเป็นเพราะทนรอไม่ไหวหรืออย่างไรไม่รู้ ที่พอทำเสร็จ ไม่ต้องรอให้เปรี้ยวก็กินกันเลย โดยใส่น้ำส้มสายชูแทน พร้อมกับน้ำตาล และเกลือ

ซูชิ เป็นอาหารให้พลังงานต่ำ แต่มีโปรตีนสูง คาร์โบไฮเดรตปานกลาง และมีวิตามินอยู่มาก ดังนั้นการกินซูชิราว 9-10 ชิ้น เพื่อให้ได้หนึ่งอิ่ม จึงให้พลังงานไม่สูงมาก ซึ่งก็แน่นอนว่าไม่ทำให้อ้วนแน่นอน
เคยดูรายการทีวีแชมเปี้ยนของญี่ปุ่น ที่ครั้งหนึ่งเอาพ่อครัวมาแข่งกันทำซูชิ โดยกำหนดเวลาในสองชั่วโมงให้ทำซูชิหน้าต่างๆ ออกมาให้ได้มากที่สุด พ่อครัวใช้มือกดๆ บีบๆ ปั้นๆ แผลบเดียวซูชิสารพัดหน้าก็เข้าแถวเรียงพรึ่บเป็นร้อยๆ ชิ้น ดูแล้วน่าสนุก ทำก็ไม่น่าจะยาก ถ้าใครอยากลองทำเองบ้าง ที่ห้างอิเซตัน ถนนราชดำริมีครบเครื่องค่ะ ทั้งเครื่องปรุงและอุปกรณ์ในการทำ ไม่ว่าจะเป็นอ่างไม้สน ไม้พาย เสื่อ สงสัยก็ถามพนักงานขาย หรือชาวญี่ปุ่นที่เดินจับจ่ายอยู่ในห้างได้เลยค่ะ หรือจะให้ถูกหน่อย ที่ร้านไดโซะก็มีขายนะคะ (ของที่นี่ทุกชิ้นทุกอย่างตั้งแต่กิ๊ปติดผมจนถึงหม้อ กระทะ ราคา 60 บาท)

แต่ก่อนทำก่อนรับประทานมารู้จักเครื่องปรุงที่เป็นหลักต่างๆ กันก่อนดีกว่า ข้าวสำหรับทำซูชิ เป็นข้าวญี่ปุ่น เมล็ดสั้นมียางมากเป็นพิเศษที่เรียกว่า “ชาริ” ก่อนหุงต้องซาวให้สะอาด แช่น้ำนาน 1 ชั่วโมง หุงให้พอดีไม่แฉะไม่ร่วน แต่เหนียวพอให้ปั้นเป็นก้อนได้ พอสุกก็ตักใส่อ่างไม้ เกลี่ยให้ทั่ว จากนั้นก็ผสมน้ำส้มสายชู(ต้นตำรับแท้ต้องกลั่นจากข้าวเหนียว) น้ำตาลทราย เกลือ ค่อยๆ เติมลงไป ขั้นนี้ต้องพิถีพิถันในการใส่น้ำส้ม เพื่อข้าวจะได้ไม่แฉะ และต้องคอยใช้พัดพัดให้อุณภูมิค่อยๆ ลดลงทีละน้อย จากนั้นก็นำไปปั้น ไปห่อสาหร่ายได้ ซีอิ๊วญี่ปุ่น การกินซูชิ ต้องกินกับซีอิ๊วญี่ปุ่นหรือที่เรียกว่า โชยุ เท่านั้น โชยุมีกลิ่นที่หอม มีรสชาติที่อร่อยเค็มพอดีๆ ไม่เหมือนใคร และมีวิธีทำที่ไม่เหมือนซีอิ๊วชนิดใดด้วย โชยุสีออกแดงใสจนแสงผ่านได้ ทำจากการนำถั่วเหลืองมานึ่ง เติมเกลือ ข้าวสาลีบด และยีสต์จากข้าวมอลต์ เพื่อเร่งให้เกิดการบูด แล้วไปหมักในถังนานหนึ่งปี โชยุชั้นดีเก็บนานเท่าใดก็มีกลิ่นหอมชวนกินเสมอ วาซาบิ มัสตาร์ดเขียวรสเผ็ดฉุน สำหรับผสมในโชยุ วาซาบิเป็นผักหัวชนิดหนึ่ง ปลูกในประเทศญี่ปุ่นเฉพาะบางพื้นที่ มีคุณสมบัติช่วยดับกลิ่นคาวในอาหาร หัวสดๆ เมื่อนำมาฝนเป็นแป้ง สารในหัววาซาบิจะทำปฏิกิริยากับออกซิเจนในอากาศ เกิดเป็นรสและกลิ่นที่รุนแรง แต่มีประโยชน์ในการกระตุ้นต่อมน้ำลายให้ขับออกมาช่วยย่อยอาหาร นอกจากนั้นในวาซาบิยังอุดมไปด้วยวิตามินซีและสารที่ช่วยฆ่าเชื้อโรคต่างๆ ด้วย ขิงดอง ขิงดองในน้ำส้มสายชู เป็นเครื่องเคียงแก้เลี่ยนที่ขาดไม่ได้ กินให้อร่อย ซูชิหากินไม่ยาก เพราะมีขายตามซูเปอร์มาเก็ต และรสชาติก็ไม่ขี้เหร่แต่อย่างใด แต่จะกินให้อร่อยต้องรู้วิธี มิฉะนั้นหน้าไปทาง ข้าวไปทางค่ะ จะใช้มือหรือตะเกียบก็ได้ไม่ว่ากัน
กินด้วยมือ ใช้นิ้วชี้จับที่หน้าเครื่องปรุงไว้ ใช้นิ้วโป้งและนิ้วที่เหลือหยิบก้อนซูชิขึ้นมาจุ่มเครื่องปรุงลงในน้ำจิ้ม อย่าเอาส่วนที่เป็นข้าวจุ่มลงไป ข้าวจะแตกออก
กินด้วยตะเกียบ คีบชิ้นซูชิในลักษณะตะแคงข้างเบาๆ จุ่มส่วนเครื่องปรุงลงใน ซีอิ๊ว สำหรับน้ำจิ้ม อย่าละลายวาซาบิทั้งก้อนลงในน้ำซีอิ๊ว ให้ใช้วิธีแตะวาซาบิก่อนแล้วจึงจุ่มน้ำซีอิ๊ว เพราะการละลายวาซาบิทั้งก้อน จะทำให้ความหอมความเผ็ดของวาซาบิจางไปหมด

วันศุกร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

วัดคิโยมิซึ

วัดคิโยมิซึ (Kiyomizu-dera)


ตั้งอยู่ทางตะวันออกของจังหวัดเกียวโต เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งของจังหวัด ประวัติของวัดย้อนหลังไปได้ถึงปี 798 แต่อาคารต่างๆที่เห็นในปัจจุบันถูกสร้างขึ้นเมื่อปี 1633 ชื่อของวัด ซึ่งมีความหมายว่า "น้ำบริสุทธิ์" มีที่มาจากน้ำตกที่ไหลผ่านเนินเขาลงมาบริเวณวัด


อาคารหลักของวัดคิโยมิซึ เป็นที่รู้จักจากระเบียงขนาดใหญ่สูง 13 เมตร มีเสาไม้กว่าร้อยต้นรองรับ สร้างยื่นออกจากด้านข้างของเนินเขา จากระเบียงนี้สามารถมองเห็นทิวทัศน์ที่สวยงามของเมืองเกียวโตได้

วลีที่กล่าวว่า "กระโดดจากระเบียงวัดคิโยมิซึ" มีความหมายพ้องกับคำกล่าวในภาษาอังกฤษที่ว่า "To take the plunge" ซึ่งหมายความว่า ตัดสินใจกะทันหัน หรือกล้าตัดสินใจ วลีนี้มีที่มาจากความเชื่อในสมัยเอโดะ ที่ว่า หากผู้ใดสามารถกระโดด จากระเบียงวัดแล้วสามารถรอดชีวิตได้ ความปรารถนาของผู้นั้นจะสัมฤทธิ์ผล
คำอธิบายที่น่าจะเป็นไปได้ในการรอดชีวิตจากการกระโดดระเบียงคือ ด้านล่างของระเบียงมีต้นไม้ขึ้นอยู่หนาแน่น ซึ่งอาจจะชะลอแรงจากการตกได้บ้าง ในปัจจุบันทางวัดห้ามมิให้มีการกระโดดระเบียง แต่ในสมัยเอโดะมีการบันทึกไว้ว่า มีผู้มากระโดดถึง 234 คน และรอดชีวิตได้คิดเป็นร้อยละ 85.4 ของทั้งหมด

ข้างใต้อาคารหลักคือ น้ำตกโอตาวะ ซึ่งเป็นสายน้ำ 3 สายไหลลงสู่บ่อน้ำ ผู้มาเยี่ยมชมวัดมักจะมาดื่มน้ำจากน้ำตกนี้ด้วยถ้วยโลหะ ด้วยความเชื่อว่าสามารถบำบัดรักษาโรคภัยไข้เจ็บได้ และยังเชื่อกันว่าการดื่มน้ำจากสายน้ำตกทั้ง 3 นี้ มีความหมายถึงสุขภาพ อายุยืนยาว และความสำเร็จในการศึกษา


ภายในบริเวณวัดเป็นที่ตั้งของศาลเจ้าอื่นๆจำนวนมาก ที่เป็นที่รู้จักดีคือ ศาลเจ้าจิชู (Jishu-jinja) ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อสักการะเทพ โอคุนินุชิโนะ มิโคโตะ (Okuninushino Mikoto) เทพแห่งความรักและเนื้อคู่ ภายในศาลเจ้ามี "ก้อนหินแห่งความรัก" 2 ก้อน ตั้งอยู่ห่างกัน 18 เมตร เชื่อกันว่า หากสามารถหลับตาเดินจากก้อนหินก้อนหนึ่งไปยังอีกก้อนหนึ่งได้ จะสมปรารถนาในความรัก

วัดคิโยมิซึเป็นสถานที่ที่มีผู้มาเยี่ยมชมมากที่สุดแห่งหนึ่งของจังหวัด จึงมีพ่อค้านำสินค้ามาขายในบริเวณวัดมากมาย สินค้าส่วนใหญ่จะเป็นเครื่องราง เครื่องหอม ธูป เทียน หรือกระดาษเสี่ยงทายโชคชะตา
และในวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2006 วัดคิโยมิซึได้รับการเสนอชื่อเข้าร่วมพิจารณาคัดเลือกให้เป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลก!!








สารานุกรม wikipedia