แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สุภาสิรีร์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สุภาสิรีร์ แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2552

สัญลักษณ์ แปลกตา หน้าห้องน้ำ

ห้องน้ำชาย หรือห้องน้ำหญิง
เข้าให้ถูกห้องนะคะ









photo_view&event_id=9526


ข้อมูลการเตรียมตัวไปญี่ปุ่น

การเตรียมตัวเดินทาง
**ก่อนออกจากบ้าน โปรดตรวจสอบให้แน่ใจว่าท่านไม่ลืมสิ่งของสำคัญใด ๆ
โดยเฉพาะ ..
- หนังสือเดินทาง
- ยาประจำตัว
- กระเป๋าสตางค์
- กล้องถ่ายรูป
- โทรศัพท์มือถือ
ระเบียบศุลกากร
§ เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองของญี่ปุ่น จะพิจารณาให้เฉพาะ “นักท่องเที่ยว”
ที่มาเที่ยวโดยสุจริตเท่านั้น ! ที่ผ่านเข้าเมืองได้
§ การนำเข้าสิ่งของโดยปลอดภาษี ... ทางด่านศุลกากรอนุญาตให้นำเครื่องดื่ม
แอลกอฮอร์ 3 ขวด, บุหรี่ 2 ห่อ หรือประมาณ 400 มวน, ยาสูบ 500 กรัม
หรือซิการ์ 100 มวน , น้ำหอม 2 ออนซ์, ของกำนัลตลอดจนของที่ระลึก มูลค่า
ไม่เกิน 2 แสนเยน มิฉะนั้น ต้องเสียภาษี (สำหรับบุคคลที่อายุยังไม่ถึง 19ปี
และอายุเพียง 19 ปีไม่อนุญาตให้นำเข้าบุหรี่หรือเครื่องดื่มมีแอลกอ ฮอร์)
ส่วนระเบียบเกี่ยวกับอนามัยพืช ผลไม้ อาหารต่างๆ ห้ามนำเข้าทั้งสิ้น
!!!น้ำประปาที่ประเทศญี่ปุ่นสะอาด โดยทั่วไปสามารถดื่มได้
กระแสไฟฟ้า ญี่ปุ่นใช้กระแสไฟฟ้า 110 โวลต์ (ประเทศไทย 220 โวลต์)
(เป็นปลั๊กสองขาแบน) โรงแรมส่วนใหญ่มีบริการเครื่องแปลงไฟสำหรับ
เครื่องโกนหนวด และเครื่องเป่าผม)(ควรนำหัวต่อปลั๊กแบบแบนไปเอง
เนื่องจากทางโรงแรมอาจมีไม่เพียงพอ)
เวลาท้องถิ่น ประเทศญี่ปุ่นเวลาเร็วกว่าประเทศไทย 2 ชั่วโมง
การแต่งกาย ควรจัดเตรียมเสื้อผ้าไว้สำหรับการเดินทางท่องเที่ยวที่จำเป็น และเหมาะกับ
สภาพอากาศ และอุณหภูมิ สำหรับช่วงที่เดินทางนั้นควรเตรียม เสื้อโค้ช เสื้อกันหนาว
เสื้อแขนยาว / ผ้าพันคอ หมวก ถุงมือ รองเท้าสวมใส่สบาย, ถุงเท้า. ครีมทาผิว,
ลิปมัน,หมวก, ร่ม (อุปกรณ์กันหนาว)
ยารักษาโรค สำหรับท่านที่ต้องใช้ยาประจำตัว กรุณานำยาติดตัวไปด้วย
(ควรเตรียมเผื่อไว้) และควรแจ้งมัคคุเทศก์ให้ทราบด้วย
เครดิต การ์ด สามารถใช้ได้ตามโรงแรม,ห้างสรรพสินค้าในเมืองใหญ่,ร้านค้า และร้านใหญ่ๆ
กระเป๋าเดินทาง น้ำหนักกระเป๋าเดินทาง 1 ใบ ไม่เกิน 20 กิโลกรัม ต่อท่าน
(หากน้ำหนักเกิน ทางสายการบินอาจจะเรียกเก็บค่าระวางเพิ่มได้)ควรใส่กุญแจอย่างหนาแน่น
สกุลเงิน สกุลเงินญี่ปุ่น คือ เงินเยน



ช่วงเวลาเปิด-ปิดร้าน :
§ ร้านค้าโดยทั่วไปเปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 10:00 – 20:00 นาฬิกา
§ ห้างสรรพสินค้าจะปิดทำการในวันธรรมดา 1 วันต่อสัปดาห์ วันหยุดของห้าง
จะไม่ตรงกันทุกห้าง


ห้างสรรพสินค้ามักจะปิดเร็วกว่าร้านค้าอื่นๆ ประมาณ 1 ชั่วโมง (ราวๆ 19:00 นาฬิกา)

สินค้าที่น่าซื้อ : เครื่องใช่ไฟฟ้าและอิเล็คทรอนิกส์, กล้องถ่ายรูป,แว่นตา, นาฬิกา,
เครื่องสำอาง, ชาเขียว, ชุดยูคาตะ เป็นต้น

หมายเหตุ : โปรดระลึกไว้เสมอว่า

• ไปไหนมาไหนในญี่ปุ่น ต้องพกผ้าเช็ดหน้าหรือกระดาษทิชชูเสมอ ร้านอาหารในญี่ปุ่นจำนวนมาก

ไม่บริการผ้าเช็ดมือ มีบริการแต่เพียง "โอชิโบริ" เท่านั้น (ผ้าร้อนเช็ดมือ)

• ส้วมสาธารณะตามริมถนน หรือในสถานีรถไฟ มิใช่จะมีกระดาษชำระหรือกระดาษเช็ดมือ

ไว้บริการทุกแห่งเสมอไป

• โรงแรมระดับดีจะมีอุปกรณ์ใช้ส่วนตัวบางอย่างให้ใช้ฟรี โดยไม่จำเป็นต้องเช่า ได้แก่

เครื่องเป่าผม และเครื่องแปลงกระแสไฟฟ้า

• น้ำก๊อกในญี่ปุ่นทุกแห่งปลอดภัยดื่มได้ น้ำแร่มีจำหน่ายทั่วไป

บริการข่าวสารการท่องเที่ยว
ศูนย์ข่าวสารการท่องเที่ยวในประเทศญี่ปุ่น เป็นสำนักงานให้ข่าวสารการท่องเที่ยว

และความช่วยเหลือแก่

นักท่องเที่ยว ชาวต่างประเทศขณะอยู่ในญี่ปุ่นตามเมืองต่างๆ

"ไอ" อินฟอร์เมชั่น เซ็นเตอร์ : นอกจากบริการของ ที ไอ ซี ดังกล่าวแล้ว อสท. ญี่ปุ่น

ยังได้จัดให้มีระบบให้ข่าวสารการท่องเที่ยวด้วย เครื่องหมาย "ไอ" เป็นที่สังเกต

ตั้งอยู่ตามสถานีในเมืองต่างๆ กว่า 126 แห่ง ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ให้ข้อมูลเป็นภาษาอังกฤษได้

สิ่งที่ควรทราบ:
§ เหตุฉุกเฉินติดต่อหมายเลข ตำรวจหมายเลข 110 / ดับเพลิง, รถพยาบาล 119
§ หน่วยงานตำรวจให้ข่าวสารภาษาอังกฤษทั่วไป 3501-0110 /

แจ้งของหาย-รับของหายคืน
03-3814-4151 ในกรณีฉุกเฉิน ท่านใช้โทรศัพท์โดยไม่ต้องหยอดเหรียญ

10 เยน ที่ตู้โทรศัพท์สาธารณะ เพียงแต่กดปุ่มสีแดงที่เครื่องโทรศัพท์ก่อนหมุนเรียก,

หากท่านต้องการแพทย์โปรดติดต่อโรงแรมที่เคาน์เตอร์รับแขกด้านหน้าหรือขอร้อง

ใครสักคนแถวๆ นั้น คำพูดภาษาญี่ปุ่น “ขอร้องให้ช่วยพาไปพบแพทย์”

คือ อิช่ะ นิ ทสึเรเต๊ะ อิตเต๊ะ กุดาไซ

พบกันที่สนามบิน วันเสาร์ที่ 14 มี.ค.52 เวลา 21.00 น. นะคะ

ข้อมูล http://www.linethaitravel.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=581639&Ntype=18

วันอังคารที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

เทคโนโลยีกับศิลปประจำชาติ บรรจงวาดความงาม
ต่างมุมมองกันอย่างไร?

เมื่อครั้งอดีตกาล มนุษย์นั้นเริ่มรู้จักกับงานศิลปะตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์
ซึ่งอาจจะกล่าวได้ว่า ศิลปะเป็นศาสตร์ที่สร้างทุกสิ่ง ศิลปะได้ปรับปรุงและ
เปลี่ยนแปลงทุกอย่างบนโลกนี้ เมื่อระยะเวลาแต่ละยุคสมัยล่วงผ่านไป
ศิลปะได้ถูกพัฒนาและเปลี่ยนแปลงทำให้เกิดความเจริญเกิดขนบธรรมเนียม
ประเพณีและวัฒนธรรมอันหลากหลายแต่ละชนชาติขึ้นมา ทำให้เกิดแนวคิด
และการสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ เกิดการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ แทนที่ของดั้งเดิมที่มี
มาก่อน รู้จักนำธรรมชาติมาทำเป็นวัตถุดิบมาประดิษฐ์ดัดแปลง รู้จักนำงาน
ศิลปะมาประยุกต์หรือตกแต่งอาคารสถานที่บ้านเรือน นำศิลปะมาพัฒนาและ
ปรับปรุงเพื่อประโยชน์ใช้สอยหรือใช้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งได้มีการค้นพบ
มีหลักฐานยืนยันอยู่ตามพื้นทีกระจายอยู่แต่ละประเทศทั่วทุกมุมโลก อาจ
กล่าวได้เลยว่า ศิลปะนั้นถูกพัฒนางานควบคู่ไปกับเทคโนโลยีของแต่ละยุค
สมัยด้วยกาลเวลาที่ไม่เคยหยุดนิ่งอยู่กับที่ ดังนี้เองเมื่อศิลปประจำชาตินั้น
ถูกเปลี่ยนไปด้วยทัศนคติ ด้วยกลไกหรือเครื่องมือต่าง ๆ การคงอยู่ของงาน
ศิลปะ ความพอดีในงานศิลปะคุณค่าและความงามนั้น คงเหลืออยู่ในตัวของ
มันเองหรือไม่ งานศิลปะประจำชาติของเราเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาท
เปลี่ยนแปลงในด้านใด คุณค่าความงามของงานศิลปะนั้นวัดจากเทคโนโลยี
หรือวัดด้วยคุณค่าของจิตและวิญญาณในประเทศไทยได้มีการค้นพบหลักฐาน
ต่างๆ ในทางศิลปกรรมทั่วทุกภาคของประเทศ ทั้งหลักฐานทางโบราณสถาน
และโบราณวัตถุ อาทิเช่น ภาพเขียนสีโบราณโดยฝีมือมนุษย์สมัยยุคก่อน
ประวัติศาสตร์ ที่อุทยานแห่งชาติผาแต้ม จังหวัดอุบลราชธานี หรือเครื่องปั้น
ดินเผาในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ที่บ้านเชียง อำเภอหนองหาน จังหวัด
อุดรธานี และจังหวัดต่าง ๆ กระจายกันออกไปทั่วประเทศ แสดงให้เห็นถึง
ความเจริญรุ่งเรืองครั้งอดีตของแต่ละพื้นที่ ศิลปประจำชาติไทยเรานั้นสืบ
ทอดกันมาแต่ละยุคสมัย แต่ละแขนงแตกต่างกันออกไปซึ่งแต่ละแขนงนั้น
ก็ได้มีการทะนุบำรุงรักษามาจนถึงปัจจุบัน ทั้งทางด้านเทคนิคและองค์
ประกอบส่วนต่างๆ ของวิชาเหล่านั้นซึ่งศาสตร์ศิลป์แต่ละแขนงก็จำเป็นที่
จะต้องมีการพัฒนา เพื่อให้ง่ายต่อการสร้างสรรค์ง่ายต่อสังคม ตามสภาพ
พื้นที่ของชุมชน สภาพของภูมิประเทศ ยกตัวอย่างการเปลี่ยนแปลง
ของเทคโนโลยีต่องานศิลปกรรม เช่นโครงสร้างบ้านเรือนไทยที่มีความงาม
เป็นเอกลักษณ์ของไทยมาแต่โบราณ ในอดีตบ้านเรือนไทยถูกสร้างขึ้นด้วย
ไม้ทั้งเรือนยกพื้นสูง มีลักษณะเข้ากับสภาพแวดล้อมทางด้านภูมิศาสตร์
เพื่อความเหมาะสมกับสภาพดินฟ้าอากาศ มีความงดงามอย่างลงตัว
สอดคล้องกับธรรมชาติ เมื่อวิวัฒนาการความเจริญบวกกับเทคโนโลยีก้าว
เข้ามาผสมผสานในงานสถาปัตยกรรมไทย เรือนไทยจึงถูกดัดแปลงจากการ
สร้างด้วยไม้สักทั้งเรือน เปลี่ยนแปลงโดยใช้ปูนเข้ามามีส่วนช่วยทำให้
บ้านเรือนไทยแข็งแรงยิ่งขึ้น ใช้สีที่สังเคราะห์มาทากันมดกันแมงและแมลง
ต่าง ๆ หรือครึ่งบนเป็นไม้ ครึ่งล่างเป็นปูนผสมผสานกันเมื่อมองดูแล้วไม่มี
ความงดงามเหลืออยู่เลยความเป็นเอกลักษณ์แบบฉบับเฉพาะ ความลงตัว
ของเรือนไทยได้ถูกเปลี่ยนแปลงอย่างมาก ทำให้งานศิลปะที่อยู่ในรูปแบบ
ของสถาปัตยกรรมไทยเปลี่ยนแปลงไปในทางที่แย่ลง ไม่เจริญทางด้าน
ความงาม มุมมองเอกลักษณ์ที่ลงตัวขาดหายไปอย่างสิ้นเชิงในงานศิลปะ
เทคโนโลยีเปลี่ยนแต่ศิลปะไม่เปลี่ยนศิลปะ คือ ผลแห่งความคิดสร้างสรรค์
ของมนุษย์ที่แสดงออกมาในรูปลักษณ์ต่างๆ ให้ปรากฏซึ่งสุนทรียภาพความ
ประทับใจ ความสะเทือนอารมณ์ ความอัจฉริยภาพ พุทธิปัญญา
ประสบการณ์ รสนิยมและทักษะของแต่ละคน เพื่อความพอใจ ความรื่นรมย์
ขนบธรรมเนียม จารีตประเพณีหรือความเชื่อทางศาสนา (พจนานุกรม
ฉบับราชบัณฑิตยสถาน, 2530) การที่ศิลปะนั้นได้มีการเผยแพร่พัฒนาก้าว
ไปในแต่ละยุคสมัยนั้น เทคโนโลยีได้เข้ามามีส่วนช่วยอย่างอาจเรียกได้ว่า
มนุษย์ย่อมที่จะรู้จักการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ไม่หยุดอยู่กับที่พัฒนา
จากสิ่งที่เป็นอยู่ ทำให้เกิดการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ หลากหลายแนวความคิด
เกิดแนวทางในการสร้างสรรค์ต้นแบบ แนวคิดนั้นเปรียบได้ คือ การนำ
เทคโนโลยีเข้ามาร่วมช่วยจัดของเดิม หรือสิ่งเดิมที่มีนำมาพัฒนาเปลี่ยน
แปลงไปในทางที่ดีขึ้นมีรูปแบบที่ดีเป็นระบบสะดวกสบายมากยิ่งขึ้นเป็นการ
นำเอาความรู้ในทางวิทยาศาสตร์มาช่วยใช้ในการประดิษฐ์สิ่งต่างๆ เพื่อให้
เกิดประโยชน์สูงสุด นั่นก็คือการนำเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในการเปลี่ยน
แปลงศาสตร์ต่างๆของศิลปะ อาทิเช่น จากเดิมนั้นศิลปะเป็นเพียงแค่ดินที่
คนนำขึ้นมาปั้นเป็นรูปต่าง ๆ และเปลี่ยนสภาพเป็นเครื่องใช้ไม้สอย หรือ
เครื่องประดับในชีวิตความเป็นอยู่ในแต่ละยุคสมัย ปัจจุบันนี้เทคโนโลยีเข้า
มาช่วยทำให้ศิลปะนั้นง่ายขึ้นสะดวกรวดเร็ว ลดต้นทุนการผลิต เพิ่มผล
ผลิตมากยิ่งขึ้น มีกรรมวิธีที่หลากหลาย ไม่จำเป็นแล้วสำหรับงานศิลปะ
ที่ผลิตขึ้นด้วยมือเพียงอย่างเดียว ดังนี้เองการนำเทคโนโลยีเข้ามาจัดการ
ในเรื่องต่างๆนั้น ทำให้มนุษย์ลืมที่จะอนุรักษ์รักษากรรมวิธีที่มีอยู่เดิม
คิดเรื่องความสะดวกสบายการทำงานที่ลดขั้นตอน และทำงานโดยออก
แรงน้อยที่สุดไม่ต้องใช้ทักษะมากนักในการสร้างสรรค์เพราะคอมพิวเตอร์
สามารถทำแทนได้เกือบทั้งสิ้น นี่แหล่ะคือปัจจุบัน เขาทำกันอย่างไร
ตัวเราเองก็ปฏิบัติตามกระแสกับเขาไปด้วย มนุษย์จึงลืมคิดไปถึงภูมิหลัง
ต้นตอแห่งความแท้จริงที่ธรรมชาติเป็นผู้กำเนิดชีวิต ชีวิตสร้างศิลปะ
ศิลปะแต่งเติมสร้างสรรค์ให้กับโลกของเรา การนำเทคโนโลยีเข้ามาเป็น
ตัวช่วยในการผลิตงานศิลปะประจำชาติ นับเป็นเรื่องที่หลายคนยังคงตั้ง
ข้อสงสัยว่า คุณภาพของงานความงามที่เป็นเอกลักษณ์ลงตัวของ
งานนั้นจะถดถอยด้อยลงไป หรือเทคโนโลยีทำให้งานศิลปะมี
ประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อาจต้องมองกันในอีกหลายแง่มุม อาทิเช่นเรื่อง
ของสีฝุ่น(Tempera) ซึ่งเป็นสีเริ่มแรกของมนุษย์ ขั้นตอนในการผลิตนั้น
ได้นำมาจากธรรมชาติโดยทั้งสิ้น เช่น ดินหิน แร่ธาตุ พืช สัตว์ ผ่าน
กระบวนการขั้นตอนต่าง ๆ ทำให้ละเอียดเป็นผง ผสมกาวและน้ำที่ได้มา
จากพืชหรือส่วนต่างๆ ของสัตว์ ซึ่งในงานจิตรกรรมไทยของเรานั้นใช้
ยางมะขวิด กาวกระถิน หรือกาวมะขามรองพื้น ซึ่งจะเป็นตัวช่วยทำให้สี
เกาะติดพื้นผิวหน้าวัตถุไม่หลุดได้ง่าย คุณสมบัตินั้นอยู่ได้นานนับหลาย
ร้อยปี ในอดีตนั้นสีฝุ่นจึงมักใช้ในการเขียนภาพทั่วไป โดยเฉพาะภาพ
ฝาผนัง ครั้งสมัยหนึ่งนิยมเขียนภาพฝาผนังที่เรียกว่า สีปูนเปียก (Fresco)
โดยใช้สีฝุ่นเขียนในขณะที่ปูนฉาบผนังยังไม่แห้งดี เนื้อสีจะซึมเข้าไปใน
เนื้อปูนทำให้ภาพไม่หลุดลอกง่าย ปัจจุบันเมื่อมีการพัฒนาในสากลโลกขึ้น
สีฝุ่นจึงได้ถูกพัฒนาลักษณะเป็นผงหาซื้อได้ไม่ยากมีขายอยู่ทั่วไป การใช้
งานก็ง่ายเพียงแค่นำสีมาผสมกับน้ำโดยไม่ต้องผสมกาว เนื่องจากใน
กระบวนการผลิตได้ทำการผสมมาเสร็จสิ้นสามารถนำไปใช้ได้เลย ซึ่งการ
ใช้งานเหมือนกับสีโปสเตอร์ ทำให้สะดวกรวดเร็วไม่ต้องเสียเวลามาผลิตสี
ด้วยตนเอง และเทคโนโลยีนี้เองก็เข้ามามีบทบาทในยุคปัจจุบัน ไม่ใช่เพียง
แต่เรื่องของสีในงานศิลปะเพียงอย่างเดียว เทคโนโลยีได้เข้ามามีส่วนช่วย
ในการพัฒนาปรับปรุงงานด้านต่าง ๆ อีกหลายประเภท ไม่ว่าจะเข้ามาใช้ใน
ทางทหาร ในทางการแพทย์ ในทางเศรษฐกิจและด้านต่าง ๆ อีกมากมาย
ล้วนแล้วแต่ต้องพึ่งเทคโนโลยีด้วยกันทั้งสิ้น เทคโนโลยีคืองาน ศิลปะคือ
งาม
เมื่อกล่าวถึงเทคโนโลยีในงานศิลปะ พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน
พ.ศ. 2542 ได้ให้ความหมาย เทคโนโลยี ไว้ว่า วิทยาการที่นำเอาความรู้
ทางวิทยาศาสตร์ประยุกต์มาใช้ให้เกิดประโยชน์ในทางปฏิบัติ และอุตสาห
กรรมซึ่งการนำเทคโนโลยีเข้ามาประยุกต์ใช้ในด้านต่าง ๆ นั้นในยุคปัจจุบัน
นับว่าเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง ด้านงานศิลปะก็เช่นกัน การนำเทคโนโลยีเข้ามามี
ส่วนช่วยในการผลิตงานศิลปะ ลดขั้นตอนในการผลิต สร้างความสะดวก
สบายและพัฒนางานศิลปะให้ดีขึ้นในปัจจุบันเทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาท
ในงานศิลปะแทบทุกด้านโดยการผลิตงานนั้นมีการผ่านกระบวนการขั้นตอน
และเทคนิคสมัยใหม่ มีระบบที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการสร้างสรรค์
งานผลิตได้ไม่จำกัดจำนวนไม่จำกัดเวลาและสถานที่ เป็นการผลิตงานศิลป
วัตถุที่ซ้ำไปซ้ำมาผลิตในรูปแบบการลอกเลียนแบบ งานเดิมให้ได้ใกล้เคียง
มากที่สุด ไม่ว่างานศิลปะชิ้นนั้นจะอยู่ในรูปแบบเชิงธุรกิจอยู่ในรูปแบบของ
เศรษฐกิจ ไม่จำกัดรูปลักษณ์ ไม่คำนึงถึงความสวยงาม แต่เน้นไปใน
ช่องทางการแข่งขัน เพื่อการเอาชนะไม่มีความพอเพียงในคุณค่าของงาน
หากเปรียบเทียบแล้ว ศิลปะในยุคเทคโนโลยี คือ การผลิตงานศิลปะขึ้นมา
เพื่อทดแทนแรงงาน ทดแทนธรรมชาติ ทดแทนจำนวนที่ขาดหายไป
เพิ่มจำนวนงานศิลปะที่สังคมยังต้องการอยู่ ให้ได้ใช้สอยให้ได้ตามความ
ต้องการของมนุษย์ซึ่งมีทั้งทางด้านที่ดีที่นำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยส่งเสริม
การสร้างงานศิลปะ และในทางที่หลายคนนั้นต้องยอมรับถึงคุณค่าที่ขาด
หายไปจากงานศิลปะในปัจจุบัน การนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยกระบวนการ
ผลิตถ่ายทอดออกมาเป็นงานศิลปประจำชาติไทยเรานั้น เห็นได้ว่าเป็น
เรื่องที่ค่อนข้างลำบาก ใช่ว่าไม่สามารถนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในงาน
ศิลปะได้ในทุกด้าน เทคโนโลยีสามารถเข้ามาช่วยได้เพียงบางส่วนใน
งานศิลปะประจำชาติ ช่วยให้ลดเรื่องของต้นทุน วัสดุ-อุปกรณ์ ขั้นตอน
การผลิต ลดขั้นตอนเรื่องของเวลา ในการสร้างงานเป็นอย่างมาก ซึ่งเป็น
ผลดีต่องานศิลปะไทย แต่ในบางครั้งการที่ศิลปะนั้นมีลักษณะที่เป็น
หนึ่งเดียวมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ไม่ว่ากาลเวลาเปลี่ยนแปลงไปเท่าใด
ก็ยิ่งทำให้ศิลปะชิ้นนั้นกลับมีคุณค่ามากยิ่งขึ้น เกิดความขลังน่าศรัทธา
และลอกเลียนแบบได้ยาก เนื่องจากการให้คุณค่าทางอารมณ์ในการ
สร้างสรรค์ต่างกัน การใช้ฝีมือความสามารถที่ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม
ในช่วงนั้น ๆ ต่างกันทั้งยุคสมัย ต่างกันทั้งเวลา ต่างกันที่จุดมุ่งหมาย
ในการสร้างงานศิลปะ และที่สำคัญการสร้างสรรค์โดยใช้จิตวิญญาณ
อารมณ์ความรู้สึกที่สอดแทรกลงไปในงานศิลปะดูแล้วเสมือนทำให้งาน
ศิลปะนั้นมีชีวิต สอดแทรกความเป็นจริงจินตนาการลงบนงานที่มีคุณค่า
ต่อตัวผู้สร้างหรือศิลปิน ซึ่งการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการผลิตงาน
ศิลปะในปัจจุบัน ก็ไม่อาจทำได้ถึงจะคัดลอกเลียนแบบ หรือสร้างสรรค์
ได้คล้ายคลึงมากเพียงใดก็ไม่อาจที่จะเปรียบเทียบงานดั้งเดิมหรือศิลปะ
ที่มีอยู่ก่อนแล้วได้ อาจเรียกได้ว่ายังขาดความงามหรือสุนทรียภาพของ
งานศิลปะในมุมมองของศิลปินผู้สืบสานและสร้างสรรค์งานศิลปะในแต่
ละยุคสมัย ส่วนสำคัญที่เป็นบทสรุปของงานศิลปะในทุกชิ้นที่ถูกสร้าง
ขึ้นมา ศิลปินหรือคนในวงการศิลปะเรียกกันว่า ความงามหรือ
สุนทรียภาพ “สุนทรีภาพ (Aisthetic) หมายถึง ความซาบซึ้งในคุณค่า
ของสิ่งที่งาม ไพเราะ หรือรื่นรมย์ ไม่ว่าจะเป็นธรรมชาติ หรือศิลปะ”
(พจนานุกรมศัพท์ศิลปะ. 2530 : 6) ซึ่งความรู้สึกซาบซึ้งในคุณค่า
ดังกล่าวนี้เองเกิดจากการได้พบเห็นหรือสัมผัส จนเกิดอารมณ์ความรู้สึก
ความประทับใจ นั่นก็คือความงามที่มีคุณค่า ความงามในที่นี้เป็นเรื่อง
ของคุณค่า (Value) ที่เป็นคุณค่าทางสุนทรียะ แตกต่างจากคุณค่าทาง
เศรษฐกิจ ที่เป็นราคาของวัตถุ แต่เป็นคุณค่าต่อจิตใจ ความงามเกิดขึ้น
ด้วยอารมณ์ มิใช่ด้วยเหตุผล ความคิดหรือข้อเท็จจริง ความงามมี 2ขั้น
ใหญ่ๆ คือ ความงามขั้นธรรมดาสามัญ เกิดจากเราไปสัมผัสกับสิ่งของ
ที่เราชอบ เราพึงพอใจธรรมดาทั่วไป และความงามขั้นต่อไป เพื่อจะให้
จิตเกิดความพึงพอใจขั้นสุดยอด เราต้องพยายามไปสัมผัสกับผลงาน
ทางศิลปะซึ่งมีองค์ประกอบหนึ่งสำคัญหลายอย่าง แต่ละอย่างล้วนแต่
สามารถสร้างความรู้สึกสร้างอารมณ์ให้แก่จิตได้ด้วยประการต่าง ๆ”
(ทวีเกียรติ ไชยยงยศ.2538: 4) บทความจาก www.school.net.th
คุณค่าของความงามที่ได้ถูกสร้างสรรค์ปรุงแต่งจากธรรมชาติ หรือในตัว
ของมนุษย์ถูกถ่ายทอดจากประสาทสัมผัสทั้ง 5 เข้าสู่จิตวิญญาณออกมา
เป็นอารมณ์ และความรู้สึกประทับใจนั่นเอง พอดีกับเทคโนโลยี พอดีกับ
ศิลปะ ความพอดีมีอยู่ในงานศิลปะต่อเมื่อผู้สร้างสรรค์งานเกิดความสุข
เมื่อถึงจุดประสงค์และเป้าหมายที่ตัวของผู้สร้างที่ได้ตั้งเอาไว้รู้จักพอเมื่อ
เกิดสุนทรียภาพ รู้จักที่จะพอในการที่ได้สร้างงานขึ้นมาจนเกิดความ
ประทับใจ นั่นคือศิลปะในขั้นแห่งความพอดี การบูรณาการเทคโนโลยีกับ
งานศิลปะในปัจจุบัน เปรียบเสมือกับการผลิตงานศิลปวัตถุที่ซ้ำแล้ว
ซ้ำเล่า ขาดการเอาใจใส่ในการผลิตสร้างสรรค์ สร้างสรรค์งานขึ้นมาเพื่อ
ตอบสนองสังคม ความกระหาย ความต้องการ ขาดความพอดีในตัวของ
งานศิลปะ ใช้งานศิลปะเป็นตัวตัดสินความถูกผิดในสังคมปัจจุบันที่สังคม
นั้นใช้ชีวิตเพื่อการอยู่รอด รอให้หมดเวลาไปวัน ๆ ในวัฏจักรของชีวิต
อยู่เพื่อหน้าที่บวกกับความรับผิดชอบ และภาระอีกหลายประการของ
ผู้สร้างงานศิลปะในยุคปัจจุบัน ซึ่งแตกต่างจากศิลปะที่แท้จริงในอดีต
ศิลปะที่อยู่ในรูปแบบบริสุทธิ์การบูชาต่องานศิลปะมีพื้นฐานอยู่ในพิธีกรรม
ประเพณี และวัฒนธรรมศิลปะนั้นถูกสร้างสรรค์ขึ้นตามความเชื่อ
ความศรัทธา และไม่มีการลบหลู่ดูหมิ่นผู้ที่สร้าง หากแต่จะให้ความเคารพ
ยกย่องให้เกียรติต่อผู้ที่สร้างงานศิลปะนั้นขึ้นมา ใช้งานศิลปะในทางที่ดี
งาม ใช้ศิลปะในทางที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ดังนั้นศิลปะในครั้งอดีต
แต่ละยุค แต่ละชนชาติ ต่างชนชั้นวรรณะจึงถูกยอมรับในฐานะเป็นจุดเกิด
แห่งความจริงที่ถูกถ่ายทอดจากอารมณ์ที่แท้จริง ศิลปินในยุคก่อนมุ่ง
ต้องการที่จะถ่ายทอดศิลปะโดยนำเสนอเรื่องราวต่าง ๆในยุคนั้น ๆออกมา
ในด้านบทกวีบ้าง ด้านการสร้างสรรค์งานบ้าง แสดงถึงความจริงใจ
มีความมุ่งมั่นที่จะสร้างสรรค์อย่างมีจุดมุ่งหมาย บวกกับความงามที่ลงตัว
ประกอบกับองค์ประกอบ ตัวแปรด้านต่าง ๆ ในสภาพแวดล้อมช่วงเวลานั้น
บ่งบอกถึงคุณค่า และเอกลักษณ์ประจำในแต่ละท้องถิ่น โดยไม่ต้องมี
คำอธิบายหรือเอกสารต่างๆ ประกอบ เมื่อเราได้มองหรือสัมผัสแล้วก็จะ
สะท้อนคุณค่างานศิลปะ บอกถึงความเป็นมา และสุดท้ายก็จบลงด้วย
ตัวของมันเองโดยที่ไม่จำเป็นต้องใช้สื่อหรือคำบอกกล่าวความงามใช้จิต
วิเคราะห์งานทำให้เกิดความสำราญขึ้นภายในจิตใจสิ่งใดที่เทคโนโลยีนั้น
ไม่สามารถเข้ามามีส่วนร่วมเกี่ยวข้องในงานศิลปะได้ ก็ไม่ควรนำมาใช้
เราต้องรู้จักคำว่าพอดีกับงานศิลปะ และพอดีกับงานเทคโนโลยีปล่อย
ให้ธรรมชาตินั้นสร้างสรรค์ธรรมชาติ จึงเป็นสิ่งดีที่สุด
บทสรุปของเทคโนโลยีกับงานศิลปะ เทคโนโลยีมีส่วนช่วยผลักดัน
และ
พัฒนางานศิลปะให้มีความก้าวหน้าทันสมัย สามารถทำให้งานศิลปะ
ที่หลายคนว่าเป็นเรื่องยากเปลี่ยนเป็นเรื่องที่ง่าย เทคโนโลยีสามารถช่วย
ลดต้นทุนการผลิตงาน อีกทั้งยังเพิ่มจำนวนปริมาณงานได้ไม่จำกัด
จำนวน แต่ถึงอย่างไรนั้นเทคโนโลยีก็ยังมีขีดจำกัดต่อการสร้างสรรค์งาน
การที่เทคโนโลยีเป็นตัวช่วยต่อเติมงานศิลปะในปัจจุบัน หรือศิลปประจำ
ชาติเรานั้น มุมมองจุดประสงค์ของการสร้างงานนั้นแตกต่างกันตั้งแต่
แรกเริ่มแล้วอีกทั้งคุณภาพ และคุณค่าของงานยังแตกต่างกันอย่าง
สิ้นเชิง ซึ่งการนำเทคโนโลยีเข้ามามีส่วนช่วยในงานศิลปประจำชาติ
เรานั้นจึงต้องรู้จักที่จะนำมาใช้อย่างพอดีพอประมาณ ศาสตร์ศิลปะ
บางแขนง เทคโนโลยีในปัจจุบันไม่สามารถนำมาช่วยเสริมเติมแต่งได้
เนื่องจากเป็นศิลปะเฉพาะทาง ซึ่งต้องใช้กรรมวิธีแต่สร้างงานขึ้นมา
เพื่อรักษารูปลักษณ์ รูปแบบ วิธีการสร้างสรรค์เอาไว้ นี่ก็คือ คุณค่า
อันสูงยิ่งในงานศิลปะ ที่ศิลปะในปัจจุบันนั้นไม่มี และไม่สามารถสร้าง
ขึ้นมาได้ ศิลปะในปัจจุบันยังนับว่ายังขาดคุณค่าและความงามที่แท้จริง
ของงานศิลปะ ซึ่งถือเป็นสิ่งที่สำคัญจึงต้องรู้จักกับจุดแห่งความพอดี
เกิดจุดถ่วงความสมดุลในการนำเทคโนโลยีมาใช้ คือ การสร้างงานด้วย
ความเคารพต่อต้นแบบที่นำมาให้เกียรติต่องาน หรือบุคคลที่เราได้นำ
ผลงานมาคัดลอก รู้จักการนำเทคโนโลยีเข้ามาร่วมใช้ในทางศิลปะ
อย่างพอเพียง ใช้อย่างพอประมาณ เพื่อไม่ให้ไปทำลายความงามของ
ศิลปะ ซึ่งจุดนี้เองตัวของผู้ผลิตสร้างสรรค์งาน ต้องพึงระลึกเสมอว่า
การใช้เทคโนโลยีต่างๆเข้ามาช่วยเสริมเติมแต่งในงานศิลปะ งานศิลปะ
ไม่จำเป็นเสมอไป ที่จะต้องนำเทคโนโลยีเข้ามามีส่วนช่วยในการผลิต
มีจิตสำนึกในการสร้างงานอยู่ตลอดว่า ไม่ใช้เทคโนโลยีทำลายหรือ
เปลี่ยนแปลงของเดิมที่มี อยู่จนทำให้งานขาดคุณค่าจากเดิมที่เป็นอยู่
นำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยพัฒนาเติมเต็ม และแก้ไขข้อบกพร่องของงาน
ศิลปะในจุดที่ธรรมชาติ ชาตินั้นขาดหายไป หรือไม่สามารถสร้างและ
ทดแทนขึ้นได้อีก ลดความฟุ่มเฟือยของมนุษย์ เพื่อไม่ให้มนุษย์เกิด
ความบ้าคลั่งที่อยากจะได้เพียงฝ่ายเดียว จนทำให้เสียจิตวิญญาณไป
ในที่สุด สุดท้ายนี้ใช้เทคโนโลยีเข้ามามีส่วนร่วมในการทะนุบำรุงงาน
ศิลปประจำชาติ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด และช่วยสืบสานงานศิลปะ
ประเพณี วัฒนธรรม และทำให้มนุษย์เกิดเห็นคุณค่าความงาม
ความหวงแหนศิลปะที่เป็นเอกลักษณ์ของชาติสืบไป
อ้างอิง
วิสิทธิ์ จงแจ่ม. 2550. เทคโนโลยีกับศิลปประจำชาติ บรรจงวาดความงาม
ต่างมุมมองกันอย่างไร. เข้าถึงได้จาก http://www.blogger.com/post-
create.g?blogID=5657430422164868461

วันศุกร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

Symbol of Japan -*~*-




ประวัติกิโมโน

กิโมโน หรือชุดแต่งกายของชาวอาทิตย์อุทัย มีประวัติยาวนานตั้งแต่สมัยเฮอัน หรือตรงกับค.ศ.794-1192 หรือพ.ศ.1337-1735 ก่อนหน้านั้น ซึ่งเป็นสมัยนารา (ค.ศ.710-794) ชาวญี่ปุ่นนิยมแต่งชุดท่อนบนกับท่อนล่างเหมือนกันหรือไม่ก็เป็นผ้าชิ้นเดียวกันไปเลย พอมาถึงสมัยเฮอัน ซึ่งถือเป็นช่วงเริ่มต้นการใส่กิโมโน ชาวญี่ปุ่นพัฒนาเทคนิคการตัดชุดเสื้อผ้าด้วยการตัดผ้าเป็นเส้นตรง เพื่อให้ง่ายต่อมาสวมใส่ หยิบมาคลุมตัวได้ทันที ทั้งยังเป็นชุดที่เหมาะกับทุกสฦาพอากาศ ถ้าหนาวๆใช้ผ้าหนา ถ้าเป็นฤดูร้อนก็เปลี่ยนไปใช้ผ้าบางๆ ความสะดวกสบายนี้ทำให้ชุดกิโมโนแพร่หลายไปอย่างรวดเร็วโดยในวงการแฟชั่นสมัยนั้นผู้ตัดเย็บก็จะคิดหาวิธีที่ทำให้ชุดกิโมโนมีสีสัน ผสมผสนานกันด้วยสีต่างๆ ให้เหมาะกับสภาพอากาศและชนชั้นทางสังคม ถือว่าเป็นช่วงที่ชุดพัฒนาในเรื่อง “สี” มากที่สุด ในยุคคามาคุระ (ค.ศ.1192-1338) และยุคโรมาจิ (ค.ศ.1338-1573) ทั้งผู้หญิงและผู้ชายจะนิยมใส่ชุดกิโมโนที่มีสีสันแสบทรวง ยิ่งเป็นนักรบจะต้องใส่ชุดสีฉูดฉาดมากๆ เพื่อแสดงถึงความเป็นผู้นำ ต่อมาในยุคเอโดะ (ค.ศ.1600-1868) ช่วงที่โชกุนโตกูกาวาปกครองญี่ปุ่น โดยให้ขุนนางไปปกครองตามแคว้นต่างๆ นั้น ในช่วงนี้นักรบซามูไรแต่ละสำนักจะแต่งตัวแบ่งแยกตามกลุ่มของตัวเอง เรียกว่าเป็น “ชุดเครื่องแบบ” ชุดกิโมโนของซามูไรจำเป็นต้องเนี้ยบมาก ดังนั้นจึงเป็นช่วงที่พัฒนากิโมโนไปอีกขั้น จนเป็นผลงานศิลปะชิ้นหนึ่ง สมัยต่อมาในยุคเมจิ (ค.ศ.1868-1912) ญี่ปุ่นได้รับอิทธิพลจากต่างชาติรุนแรงมาก ชาวแดนปลาดิบจึงเริ่มเปลี่ยนไปใส่เสื้อสากลมากขึ้น และจะใส่ชุดกิโมโนเมื่อถึงงานที่เป็นพิธีการ


ซามูไร

ซามูไร(Samurai) หมายความว่า ผู้รับใช้ ดาบที่อยู่ในญี่ปุ่นมักไม่เรียกว่า ดาบซามูไร
คนต่างประเทศเท่านั้นที่จะเรียกดาบญี่ปุ่นว่า ดาบซามูไร “ซามูไร” เป็นชื่อเรียกของนักรบ หรือเรียกง่ายๆ แบบของยุโรบว่า อัศวินลัทธิ "บูชิโด" สอนให ้เหล่าซามูไรยึดมั่นในความซื่อสัตย์ ต่อหน้าที่ และจงรักภัักดี ต่อเจ้านายของตน ซามูไรถือว่า ความตายเป็นเรื่องเล็กน้อย ปรัชญาแห่งบูชิโด กล่าวไว้ว่า "ความตายเป็นสิ่งเบาบางยิ่งกว่าขนนก" ส่วนมาก คนญี่ปุ่นจะ เห็นศักดิ์ศรี เป็นหลักชีวิตเป็นรอง จะเห็นตัวอย่างถึงทุกวันนี้ เรื่องที่ว่าญี่ปุ่นเป็นชาตินิยม ว่ากันว่าดาบซามูไรนั้น คมมาก ดาบสามารถ ฟันคอขาดได้ เพียงครั้งเดียว บาดแผลที่ได้รับ จากดาบ จะเจ็บปวดมาก ซามูไร ยังต้องเรียนรู้ การใช้ดาบ อย่างช่ำชอง ว่องไว และคล่องแคล่ว ให้เปรียบเสมือน เป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย จากความสามารถนี้เองทำให้ซามูไรเพียงคนเดียว สามารถสังหารศัตรูที่รายล้อมตนกว่าสิบคนได้ภายในชั่วพริบตา
(http://www.thaigoodview.com/library/studentshow/2549/m3-9/no14-34/project/page02.html)


วันอังคารที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

Profile Suphasiree Piyaphipat

การศึกษา:
- พ.ศ.2551 กำลังศึกษาระดับปริญญาเอก ศิลปกรรมศาสตรดุษฎีบัณฑิต
สาขาวิชาดุริยางคศิลป์ไทย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
- พ.ศ.2539 ปริญญาโท ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาวัฒนธรรมศึกษา
แขนงวิชาวัฒนธรรมการดนตรี มหาวิทยาลัยมหิดล
- พ.ศ.2532 ปริญญาตรี ศึกษาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาดุริยางค์ไทย
สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล
ทุนการศึกษา:
- ทุนการศึกษาระดับปริญญาเอก จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี
- ทุนการศึกษาระดับปริญญาโท จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
- ทุนนริศรานุวัดติวงศ์ (ดุริยางค์ไทย) พ.ศ. 2529
ประสบการณ์การทำงาน:
- ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง อาจารย์ ระดับ 7 สาขาวิชาดุริยางค์ไทย
ภาควิชานาฏดุริยางคศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี
- รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะนาฏศิลป์และดุริยางค์ มทร.ธัญบุรี (2546-2549)
- หัวหน้าแผนกสถานประกอบการ (2546-2549)
- หัวหน้าแผนกวิจัยและประเมินผล (2544-2545)
- อาจารย์พิเศษ คณะเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน มทร.ธัญบุรี(2545-2550)
- อาจารย์ประจำภาควิชาสารัตถศึกษา
คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (2532-2543)
- ประธานหลักสูตรศึกษาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาดุริยางค์ไทย
- คณะกรรมการวิชาการและวิจัย คณะศิลปกรรมศาสตร์ มทร.ธัญบุรี
- คณะกรรมการยกร่างหลักสูตรศึกษาศาสตรบัณฑิต
- คณะกรรมการยกร่างหลักสูตรศิลปกรรมศาสตรมหาบัณฑิต
- คณะกรรมการฝึกสอน หลักสูตรศึกษาศาสตรบัณฑิต
- คณะกรรมการสอบคัดเลือกเข้าศึกษาต่อระดับปริญญาตรี
- คณะกรรมการสอบศิลปนิพนธ์ หลักสูตรศึกษาศาสตรบัณฑิต
- คณะกรรมการจัดทำคู่มือศิลปนิพนธ์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มทร.ธัญบุรี
- คณะกรรมการจัดสรรงบประมาณ
- คณะกรรมการพิจารณาเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา
- คณะกรรมการกลั่นกรองประเมินผลการปฏิบัติงานของพนักงานมหาวิทยาลัย
พนักงานราชการ และลูกจ้างชั่วคราวสายผู้สอน คณะศิลปกรรมศาสตร์
มทร.ธัญบุรี
- คณะกรรมการควบคุมภายในของมทร.ธัญบุรี
- คณะกรรมการสหกิจศึกษามทร.ธัญบุรี
- คณะกรรมการจัดทำรายงานการประเมิน (SAR) มทร.ธัญบุรี
- คณะกรรมการสอบหาข้อเท็จจริง คณะนาฏศิลป์และดุริยางค์ มทร.ธัญบุรี
- คณะกรรมการสอบวิชาดนตรีไทย โรงเรียนดนตรีสยามกลการ
(สาขาเทสโก้ โลตัส พระราม4)
- คณะกรรมการตัดสินการประกวดศิลปินรุ่นเยาว์ ระดับจังหวัด สาขาการขับร้อง
ประสานเสียงโครงการส่งเสริมศิลปินรุ่นเยาว์ จังหวัดปทุมธานี
- วิทยากรดนตรีไทย ณ สถานแรกรับเด็กหญิงบ้านธัญญพร
งานสอน:
- ดนตรีไทยศึกษา 1
- ดนตรีไทยศึกษา 2
- ดนตรีเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
- ดนตรีเพื่อการสื่อสาร
- มานุษยวิทยาการดนตรี
- ทักษะปฏิบัติดุริยางค์ไทย
- ศิลปนิพนธ์และกิจกรรมการแสดง
- การฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู
ผลงานทางวิชาการ:
- งานวิจัย "กระบวนการผลิตเครื่องดนตรีไทย
กรณีศึกษา: ช่างทำเครื่องดนตรีไทยในจังหวัดนครนายก (2552)
- งานวิจัย "ดนตรีไทยเพื่อการพัฒนาสุขภาพ" (2551)
- งานวิจัย "การศึกษาการถ่ายทอดภูมิปัญญาไทยเพื่อการพัฒนายั่งยืน
กรณีศึกษา ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดงและผู้มีความรู้ความสามารถ
ในท้องถิ่นสาขาศิละการแสดง" (ผู้วิจัยร่วม) (2548)
- งานวิจัย "กาหลอในอำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช (2539)
- ตำรา "ดนตรีไทยศึกษา1" โครงการผลิตตำราและพัฒนาสื่อสารการเรียนรู้
ด้วยตนเอง(e-learning) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (2551)
- ตำรา"ดนตรีไทย 1" โครงการผลิตตำรา คณะศิลปศาสตร์
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (2545)
- สื่อการเรียนการสอน "ดนตรีไทย1" โครงการผลิตสื่อการเรียนการสอน
คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (2545)
- เอกสารประกอบการสอน รายวิชามนุษย์กับศิลปะและดนตรี
คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (2537)
- บทความ "ตอนที่ 1 อย่างไรจึงเรียกว่า กาหลอ"
วารสารวิชาการ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี(2552)
งานฝึกอบรมและศึกษาดูงาน:
- การประชุมนานาชาติ "The 6th Asia-Pacific Symposium
Music Education Research" (APSMER 2007)
ณ คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
- อบรม "หลักสูตรพัฒนาผู้บริหารการศึกษา รุ่นที่ 22" (ราชมงคล)
ณ สถาบันพัฒนาผู้บริหารการศึกษา จ.นครปฐม
- อบรม "การตรวจสอบคุณภาพภายใน" ณ มทร.ธัญบุรี
- อบรม "การพัฒนาแนวทางการประกันคุณภาพการศึกษาด้วย ISO 9000"
- อบรม "การจัดการความรู้ภายในมหาวิทยาลัย" ณ มทร.ธัญบุรี
- อบรม "หลักสูตรการพัฒนาคุณภาพการวัดและการประเมินผลการเรียน"
ณ มทร.ธัญบุรี
- อบรม "หลักสูตรหลักการวิจัยเบื้องต้น : ทฤษฎีและปฏิบัติ รุ่นที่ 3"
ณ มหาวิทยาลัยมหิดล
- อบรม "หลักสูตรเทคนิคการวิจัยเชิงปริมาณและการวิจัยเชิงคุณภาพ"
ณ ศูนย์ศึกษาและฝึกอบรมการวิจัย กรุงเทพฯ
- อบรมสัมมนา "นักวิจัย ระยะที่ 1" ณ ศูนย์ศึกษาและฝึกอบรม กรุงเทพฯ
- อบรมสัมมนา "ผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปกรรมบำบัด" ณ สถาบันราชานุกุล กรุงเทพฯ
- อบรมสัมมนา "การปฏิรูปการเรียนการสอนระดับอุดมศึกษา" ณ โรงแรมทวาราวดี จ.ปราจีนบุรี
- อบรมเชิงปฏิบัติการ "ระบบการบริหารงานมุ่งผลสัมฤทธิ์" ณ โรงแรมมารวย กรุงเทพฯ
- อบรมเชิงปฏิบัติการ "การตรวจสอบภายในระดับหน่วยงานในสังกัดสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล"
จ.เพชรบุรี
- อบรมเชิงปฏิบัติการ "การสร้างสรรค์วรรณกรรมเพลงไทยลูกทุ่ง"ครูเพลง"
ณ หออัครศิลปิน ปทุมธานี
- เข้าร่วมประชุมสมัชชาการศึกษาแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 1 ณ ศูนย์การประชุมอิมแพ็ค
เมืองทองธานี กรุงเทพฯ
- เข้าร่วมงานดนตรีไทยอุดมศึกษา ครั้งที่ 35 ณ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
จ.เชียงราย
- ศึกษาดูงานสหกิจศึกษา ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี จ.นครราชสีมา
- ศึกษาดูงานด้านการเรียนการสอน "Delhi of University" ประเทศอินเดีย
- ศึกษาดูงานด้านการเรียนการสอน "Nanyang Technological University" ประเทศสิงคโปร์
- ศึกษาดูงานด้านการเรียนการสอน "Universiti Malaya" ประเทศมาเลเซีย
- ศึกษาดูงานด้านมานุษยวิทยาการดนตรี ประเทศอินโดนีเซีย
สถานที่ติดต่อ:
คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี
39 หมู่ 1 ถนนรังสิต-นครนายก ต.คลองหก อ.ธัญบุรี จ. ปทุมธานี 12110
E-mail:
suphasiree@yahoo.com



Shamisen

Shamisen หรือซามิเซ็น เป็นเครื่องดนตรีญี่ปุ่นประเภทดีด มี 3 สาย มีคอยาว ไม้ดีดมีรูปร่างคล้ายรูปสามเหลี่ยม ใช้ด้านแหลมดีดขึ้นลงสลับไปมา ดีดทั้งสามสายพร้อมกัน และบางครั้งดีดทีละสาย นิยมบรรเลงประกอบการขับร้อง




Odaiko
Odaiko หรือโอไดโกะ เป็นเครื่องดนตรีญี่ปุ่น ประเภทเครื่องตีที่ขึงด้วยหนังสองหน้า รูปทรง
ถังเบียร์ ขึงหนังให้ตรึงด้วยหมุดเหล็ก ข้างกลองติดหูระวิง มีขาตั้งสำหรับตั้งกลองให้สามารถตีได้ทั้งสองหน้า มีไม้ตีสองอัน นิยมใช้ตีในเทศกาลตีกลอง การเต้นรำ และการแสดง


Taiko
Taiko drums are considered to be one of the first percussion instruments invented by humans. This tour will lead you to discover the wonders of taiko drums. The tour starts at the Drum Museum where you can observe and touch a collection of drums which have come from around the world. You will also be able to participate in short drumming sessions on them. The sound of a taiko drum is thought to be like the sound at the bottom of our souls — it's the basis for human rhythm. You will find out that taiko is not only a musical instrument- the physical activity involved during the drumming has made it become a form of relaxation, recreation and entertainment. After the taiko session you will enjoy a short tour around Asakusa’s temples and shrines and find out more about traditional Japanese culture and religion.




วันจันทร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

โคโตะ

โคโตะเป็นเครื่องดีดชนิดหนึ่งที่มีสัณฐานยาว ทำจากไม้เพาโลเนีย หรือเป็นที่รู้จักกันในนามของ Empress Tree (kiri) ขุดภายในให้เว้าตามส่วนโค้งด้านนอก วางราบไปกับพื้น รูปร่างคล้ายจะเข้ มีความยาวประมาณ 6 ฟุต (180 ซ.ม.) กว้างประมาณ 14 นิ้ว (25 ซ.ม.) มองดูรูปร่างลักษณะคล้ายมังกร และส่วนประกอบอื่นๆ ของโคโตะก็มีชื่อเรียกเป็นอวัยวะส่วนต่างๆ ของมังกรด้วย ขึงสาย 13 เส้นพาดไปบนตัวสะพานที่มีชื่อว่า "จิ" ที่ขยับเข้า-ออกได้ดึงให้ตึงตามต้องการแล้วผูกขมวดไว้ตรงส่วนปลายตัวโคโตะ เส้นเหล่านี้เดิมทีใช้เส้นไหม แต่สมัยใหม่มักใช้ไนลอนวางไว้โดยปรับให้เข้ากับเพลงแต่ละเพลง ในขณะที่เล่นอยู่นั้นนักดนตรีสามารถขยับปรับตำแหน่งของสะพานนี้ได้ตามเสียงโน้ตที่ต้องการ
โคโตะ 13 สาย มีที่มาจาก "กักคุโซ" ดนตรีในราชสำนัก ในศตวรรษที่ 16 พระเคนจุน (1547-1636) นักบวชในพระบวรพุทธศาสนาซึ่งจำพรรษาอยู่ทางภาคเหนือของเกาะกิวชิว ได้ริเริ่มแต่งเพลงสำหรับโคโตะขึ้น เรียกรูปแบบเช่นนี้ว่า "ทสึคุฉิ" ตามชื่อภูมิภาค ต่อมายาทสึฮะฉิ เคงเงียว (1614-1685) นักดนตรีตาบอดแต่มีพรสวรรค์แห่งเมืองเกียวโตที่เป็นลูกศิษย์พระเคนจุน ก็ได้นำมาดัดแปลงเป็นเพลงนิทาน โดยการใส่เทคนิค การให้เสียงใหม่ ตลอดจนแต่งเพลงใหม่ขึ้นมาด้วย เพลงที่สร้างชื่อเสียงให้เขา คือ "โรคุดัง โนะ ชิบาเระ" (หกขั้นตอนของการเรียนรู้) เพลงนี้ยังคงเป็นที่นิยมแสดงในหมู่นักดนตรีโคโตะอยู่จวบจนทุกวันนี้ ระหว่าง ยุคเอโดะ (1603 - 1867) เครื่องดนตรีโคโตะได้พัฒนาจากดนตรีในราชสำนักไปสู่ดนตรีที่โดดเด่นของญี่ปุ่นด้วยคุณสมบัติของเสียงที่ไม่ซ้ำแบบใคร และกลายมาเป็นความประณีตทางสุนทรีของศิลปะและวัฒนธรรมญี่ปุ่น

ชาคุฮาจิ(ขลุ่ยไม้ไผ่)

ชาคุฮาจิ นับว่าเป็นเครื่องเป่าที่มีชื่อเสียงที่สุดของญี่ปุ่น เวลาเป่าต้องตั้งลำไม้ไผ่ขึ้นในแนวตั้ง ทั้งนี้จะต้องเลือกเอาตรงส่วนที่ชิดกับโคนต้นไผ่ที่สุด ตามธรรมดาปล้องไผ่จะกลวง ยกเว้นส่วนที่เป็นข้อซึ่งในการนำมาทำชาคุฮาจิ จะต้องคว้านส่วนในของแต่ละข้อออก เพื่อทำให้เกิดช่องว่างที่ทะลุถึงกันได้ตลอดทั้งลำ เจาะรู 4 รู ที่ด้านหน้าของตัวขลุ่ยสำหรับวางนิ้วทั้ง 4 และอีกรูหนึ่งทางด้านหลังสำหรับวางนิ้วหัวแม่มือ ช่วงบนสุดเป็นส่วนที่จะต้องประทับริมฝีปากลงเป่า ส่วนนี้จะตัดเฉียงลงมาทางด้านหน้า เวลาเป่าก็จะเกิดเสียงลมที่กระทบกับส่วนนี้
มีทฤษฎีหนึ่งกล่าวว่า ความเป็นมาของชาคุฮาจิเริ่มขึ้นจากอียิปต์โบราณ ผ่านเข้าไปทางอินเดีย และจีน ก่อนที่จะมาถึงญี่ปุ่นในศตวรรษที่ 6 ความนิยมในขลุ่ยไม้ไผ่ชนิดนี้มีความเป็นไปในระยะเวลาสั้น ๆ บางจนถึงศตวรรษที่ 13 จึงได้มีการปลุกฟื้นความนิยมในเครื่องดนตรีชิ้นนี้ขึ้นโดยพระของพุทธ นิกายฟูเขะ ที่กำลังมองหาสิ่งที่จะมาทดแทนการสวดมนต์ด้วย "ซุยเซน" หรือ "การเป่าแบบเซน" กระทั่งถึงยุคเอโดะ (1603 - 1867) เครื่องดนตรีชนิดนี้ก็ได้พัฒนาขึ้นจนถึงจุดสุดยอด ในระยะเดียวกันนี้เองก็เกิดการปกครองแบบศักดินาขึ้น ชาคุฮาจิกลายเป็นเครื่องดนตรีคู่ใจนักรบซามูไรไร้สังกัดที่ถูกเรียกขานว่า "โรนิน" ที่ทำตัวเป็นนักจาริกแสวงบุญที่รู้จักกันในนามของ "โคมุโสะ" (นักบวชแห่งสุญตา) พวกโคมุโสะนี้จะครอบตระกร้าใบใหญ่ไว้บนศีรษะ ตระกร้านี้มีชื่อเรียกว่า"เทงไง" เป็นเครื่องหมายการปลีกตัวออกจากโลก ทั้งนี้เป็นผลมาจากถูกก๊กหัวรุนแรงรุกรานในช่วงปลายศตวรรษที่ 16 โคมุโสะจึงรวมตัวกันปกป้องตนเอง สมาชิกนิกายฟุเคฉุจึงหาอุบายลวงโชกุนผู้ปกครองสูงสุดของประเทศญี่ปุ่นขณะนั้น ด้วยการปลอมแปลงเอกสารให้สิทธิพิเศษในการเล่นชาคุฮาจิเพื่อขออาหารเป็นทาน และเพื่อเป็นการตอบแทนพวกนี้ก็จะทำตัวเป็นสายลับสืบเรื่องของโรนินคนอื่น ๆ โคมุโสะเหล่านี้จะถูกห้ามพกดาบ แต่สามารถดัดแปลงชาคุฮาจิจากรากไผ่ที่ยาวขึ้น แข็งแรงขึ้น เพื่อใช้เป็นทั้งอาวุธป้องกันตัว และทั้งเป็นเครื่องดนตรีที่ช่วยให้เกิดความสงบแก่จิตวิญญาณ (http://www.jfbkk.or.th/event/koto_concert_th_01.html)

วันศุกร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

ละครคาบูกิ


กำเนิดคาบูกิ

เริ่มต้นราวๆ ศตวรรษที่ 17 ที่เกียวโต โดยนางรำชื่อ Izumo no Okuni กับคณะละครของเธอ สมัยนั้นยังไม่ประณีตบรรจงเท่าปัจจุบันจึงไม่น่าสนใจ
แต่ด้วยความเป็นพื้นบ้านชาวบ้านจึงนิยมดู ตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 -19 เป็นต้นมามีการประยุกต์ให้มีความละเอียดลออ ประณีตมากขึ้นดังเช่นที่เห็นในปัจจุบัน
การแสดงคาบ ตัวละครจะมีการเคลื่อนไหวที่กระฉับกระเฉง แสดงออกซึ่งท่าทางซึ่งมีความหมาย เช่น โกรธ ร้องไห้ เศร้า การแต่งกายมีสีสันสวยงามสะดุดตา บนเวทีและฉากมีกลไกง่ายๆ ที่ช่วยให้การแสดงมีความน่าสนใจและน่าตื่นเต้น
เดิมคาบูกิจะใช้ผู้หญิงเล่นเป็นตัวนางซึ่งผู้หญิงเหล่านั้นมักเป็นโสเภณีแต่เพราะเป็นผู้หญิงการแสดงจึงดูอ่อนช้อยและงดงาม แต่ในสมัยโทคุกาวามีการห้ามอย่างเด็ดขาด ด้วยเห็นว่าไม่ดีงามต่อศีลธรรม คาบูกิจึงมีเพียงนักแสดงชายล้วน แต่ปัจจุบันน่าจะมีการเปลี่ยนแปลง ตัวละครคาบูกิจะมีการแต่งกายที่บ่งบอกบทของคนคนนั้น อย่างเช่น ตัวผู้ดีหรือพระเอก จะถือร่มกระดาษ คาดผ้าคาดหน้าผาก และพกดาบสั้นไว้ที่เอว แต่ถ้าเมื่อไรพระเอกหรือตัวเอกถูกฆ่า การแต่งกายจะเปลี่ยนไปในรูปเกินจริง เพราะไม่ใช่มนุษย์แล้ว ก็คือเป็นวิญญาณที่มีอำนาจหวนกลบมาแก้แค้น ที่เด่นชัดที่สุด และเป็นสัญลักษณ์ของคาบูกิ ก็คือชายหน้าขาว มีลวดลายสีดำ และสีแดงบนใบหน้า หน้าตาดุดัน สีนี้มีความหมาย ฝ่ายดีจะวาดสีแดง ฝ่ายร้ายจะวาดสีดำ ดาบก็จะเปลี่ยนเป็นดาบซามูไรยาวกว่า 2 เมตร
ดนตรีประกอบการแสดง
มีเพียงซามิเซนและบทขับร้องเท่านั้น แต่ดูเหมือนว่าปัจจุบันจะมีการประยุกต์มากขึ้น
ที่มา: http://sarasoujuu.exteen.com/20060220/27468-33310-20238-kabuki

วันพฤหัสบดีที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

Hotel Nikko Kansai Airport โอซาก้า
โรงแรมท่าอากาศยานที่ให้บริการความสะดวกสบายระดับสุดยอด 24 ชั่วโมงแห่งนี้ตั้งอยู่ห่างจากอาคารผู้โดยสารสนามบินและสถานีรถไฟในระยะเดินถึงทำเลที่อยู่ในสนามบินนานาชาติคันไซซึ่งเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการเดินทางทางอากาศของโลก ทำให้โรงแรมนี้เป็นสถานที่พักชั้นยอดสำหรับการใช้เวลา 24 ชั่วโมงในญี่ปุ่น เครือโรงแรม Nikko มีชื่อเสียงในด้านบรรยากาศที่ผ่อนคลายซึ่งมาพร้อมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกของโรงแรมธุรกิจ ที่นี่มีภัตตาคารมากมายที่จำหน่ายอาหารญี่ปุ่น จีน และจานร้อนแบบเทปปันยากิ นอกจากนี้ ยังมีศูนย์ธุรกิจสำหรับผู้ที่ต้องการติดต่อกับลูกค้า ด้วยทำเลซึ่งอยู่ใกล้กับสถานีรถไฟและสนามบิน

สิ่งอำนวยความสะดวก
- เครื่องปรับอากาศ
- ภาพยนตร์ชมในห้องพัก
- โต๊ะเขียนหนังสือ
- เครื่องเป่าผม
- อินเทอร์เน็ต (ความเร็วสูง)
- โทรทัศน์
- ฝักบัว
- โทรทัศน์ (เคเบิล)
- ห้องปลอดบุหรี่
- สิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้พิการ
- ศูนย์ธุรกิจ
- บริการซักรีด/ซักแห้ง
- ห้องประชุม
- ร้านอาหาร
- รูมเซอร์วิส
- ตู้นิรภัย

กิจกรรมเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจที่ระบุไว้ด้านล่างมีให้ในโรงแรมหรือบริเวณใกล้เคียง และอาจมีค่าธรรมเนียม
- บริการนวด

วันพุธที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

อธิบายช้าหน่อยก็ดีนะ