วันอังคารที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2552

**ก่อนออกจากบ้าน โปรดตรวจสอบให้แน่ใจว่าท่านไม่ลืมสิ่งของสำคัญใด ๆ
- ยาประจำตัว
- กระเป๋าสตางค์
- กล้องถ่ายรูป
- โทรศัพท์มือถือ
ระเบียบศุลกากร
§ เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองของญี่ปุ่น จะพิจารณาให้เฉพาะ “นักท่องเที่ยว”
§ การนำเข้าสิ่งของโดยปลอดภาษี ... ทางด่านศุลกากรอนุญาตให้นำเครื่องดื่ม
(หากน้ำหนักเกิน ทางสายการบินอาจจะเรียกเก็บค่าระวางเพิ่มได้)ควรใส่กุญแจอย่างหนาแน่น

ช่วงเวลาเปิด-ปิดร้าน :
§ ร้านค้าโดยทั่วไปเปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 10:00 – 20:00 นาฬิกา
§ ห้างสรรพสินค้าจะปิดทำการในวันธรรมดา 1 วันต่อสัปดาห์ วันหยุดของห้างจะไม่ตรงกันทุกห้าง
ห้างสรรพสินค้ามักจะปิดเร็วกว่าร้านค้าอื่นๆ ประมาณ 1 ชั่วโมง (ราวๆ 19:00 นาฬิกา)
สินค้าที่น่าซื้อ : เครื่องใช่ไฟฟ้าและอิเล็คทรอนิกส์, กล้องถ่ายรูป,แว่นตา, นาฬิกา,
เครื่องสำอาง, ชาเขียว, ชุดยูคาตะ เป็นต้น
หมายเหตุ : โปรดระลึกไว้เสมอว่า
• ไปไหนมาไหนในญี่ปุ่น ต้องพกผ้าเช็ดหน้าหรือกระดาษทิชชูเสมอ ร้านอาหารในญี่ปุ่นจำนวนมาก
ไม่บริการผ้าเช็ดมือ มีบริการแต่เพียง "โอชิโบริ" เท่านั้น (ผ้าร้อนเช็ดมือ)
• ส้วมสาธารณะตามริมถนน หรือในสถานีรถไฟ มิใช่จะมีกระดาษชำระหรือกระดาษเช็ดมือ
ไว้บริการทุกแห่งเสมอไป
• โรงแรมระดับดีจะมีอุปกรณ์ใช้ส่วนตัวบางอย่างให้ใช้ฟรี โดยไม่จำเป็นต้องเช่า ได้แก่
เครื่องเป่าผม และเครื่องแปลงกระแสไฟฟ้า
• น้ำก๊อกในญี่ปุ่นทุกแห่งปลอดภัยดื่มได้ น้ำแร่มีจำหน่ายทั่วไป
บริการข่าวสารการท่องเที่ยว
ศูนย์ข่าวสารการท่องเที่ยวในประเทศญี่ปุ่น เป็นสำนักงานให้ข่าวสารการท่องเที่ยว
และความช่วยเหลือแก่
นักท่องเที่ยว ชาวต่างประเทศขณะอยู่ในญี่ปุ่นตามเมืองต่างๆ"ไอ" อินฟอร์เมชั่น เซ็นเตอร์ : นอกจากบริการของ ที ไอ ซี ดังกล่าวแล้ว อสท. ญี่ปุ่น
ยังได้จัดให้มีระบบให้ข่าวสารการท่องเที่ยวด้วย เครื่องหมาย "ไอ" เป็นที่สังเกต
ตั้งอยู่ตามสถานีในเมืองต่างๆ กว่า 126 แห่ง ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ให้ข้อมูลเป็นภาษาอังกฤษได้
สิ่งที่ควรทราบ:
§ เหตุฉุกเฉินติดต่อหมายเลข ตำรวจหมายเลข 110 / ดับเพลิง, รถพยาบาล 119
§ หน่วยงานตำรวจให้ข่าวสารภาษาอังกฤษทั่วไป 3501-0110 /
แจ้งของหาย-รับของหายคืน
03-3814-4151 ในกรณีฉุกเฉิน ท่านใช้โทรศัพท์โดยไม่ต้องหยอดเหรียญ
10 เยน ที่ตู้โทรศัพท์สาธารณะ เพียงแต่กดปุ่มสีแดงที่เครื่องโทรศัพท์ก่อนหมุนเรียก,
หากท่านต้องการแพทย์โปรดติดต่อโรงแรมที่เคาน์เตอร์รับแขกด้านหน้าหรือขอร้อง
ใครสักคนแถวๆ นั้น คำพูดภาษาญี่ปุ่น “ขอร้องให้ช่วยพาไปพบแพทย์”
คือ อิช่ะ นิ ทสึเรเต๊ะ อิตเต๊ะ กุดาไซ
พบกันที่สนามบิน วันเสาร์ที่ 14 มี.ค.52 เวลา 21.00 น. นะคะ
ข้อมูล http://www.linethaitravel.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=581639&Ntype=18
วันอังคารที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552
เมื่อครั้งอดีตกาล มนุษย์นั้นเริ่มรู้จักกับงานศิลปะตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์
บทสรุปของเทคโนโลยีกับงานศิลปะ เทคโนโลยีมีส่วนช่วยผลักดันและ
วันศุกร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

ประวัติกิโมโน
กิโมโน หรือชุดแต่งกายของชาวอาทิตย์อุทัย มีประวัติยาวนานตั้งแต่สมัยเฮอัน หรือตรงกับค.ศ.794-1192 หรือพ.ศ.1337-1735 ก่อนหน้านั้น ซึ่งเป็นสมัยนารา (ค.ศ.710-794) ชาวญี่ปุ่นนิยมแต่งชุดท่อนบนกับท่อนล่างเหมือนกันหรือไม่ก็เป็นผ้าชิ้นเดียวกันไปเลย พอมาถึงสมัยเฮอัน ซึ่งถือเป็นช่วงเริ่มต้นการใส่กิโมโน ชาวญี่ปุ่นพัฒนาเทคนิคการตัดชุดเสื้อผ้าด้วยการตัดผ้าเป็นเส้นตรง เพื่อให้ง่ายต่อมาสวมใส่ หยิบมาคลุมตัวได้ทันที ทั้งยังเป็นชุดที่เหมาะกับทุกสฦาพอากาศ ถ้าหนาวๆใช้ผ้าหนา ถ้าเป็นฤดูร้อนก็เปลี่ยนไปใช้ผ้าบางๆ ความสะดวกสบายนี้ทำให้ชุดกิโมโนแพร่หลายไปอย่างรวดเร็วโดยในวงการแฟชั่นสมัยนั้นผู้ตัดเย็บก็จะคิดหาวิธีที่ทำให้ชุดกิโมโนมีสีสัน ผสมผสนานกันด้วยสีต่างๆ ให้เหมาะกับสภาพอากาศและชนชั้นทางสังคม ถือว่าเป็นช่วงที่ชุดพัฒนาในเรื่อง “สี” มากที่สุด ในยุคคามาคุระ (ค.ศ.1192-1338) และยุคโรมาจิ (ค.ศ.1338-1573) ทั้งผู้หญิงและผู้ชายจะนิยมใส่ชุดกิโมโนที่มีสีสันแสบทรวง ยิ่งเป็นนักรบจะต้องใส่ชุดสีฉูดฉาดมากๆ เพื่อแสดงถึงความเป็นผู้นำ ต่อมาในยุคเอโดะ (ค.ศ.1600-1868) ช่วงที่โชกุนโตกูกาวาปกครองญี่ปุ่น โดยให้ขุนนางไปปกครองตามแคว้นต่างๆ นั้น ในช่วงนี้นักรบซามูไรแต่ละสำนักจะแต่งตัวแบ่งแยกตามกลุ่มของตัวเอง เรียกว่าเป็น “ชุดเครื่องแบบ” ชุดกิโมโนของซามูไรจำเป็นต้องเนี้ยบมาก ดังนั้นจึงเป็นช่วงที่พัฒนากิโมโนไปอีกขั้น จนเป็นผลงานศิลปะชิ้นหนึ่ง สมัยต่อมาในยุคเมจิ (ค.ศ.1868-1912) ญี่ปุ่นได้รับอิทธิพลจากต่างชาติรุนแรงมาก ชาวแดนปลาดิบจึงเริ่มเปลี่ยนไปใส่เสื้อสากลมากขึ้น และจะใส่ชุดกิโมโนเมื่อถึงงานที่เป็นพิธีการ
ซามูไรซามูไร(Samurai) หมายความว่า ผู้รับใช้ ดาบที่อยู่ในญี่ปุ่นมักไม่เรียกว่า ดาบซามูไร
คนต่างประเทศเท่านั้นที่จะเรียกดาบญี่ปุ่นว่า ดาบซามูไร “ซามูไร” เป็นชื่อเรียกของนักรบ หรือเรียกง่ายๆ แบบของยุโรบว่า อัศวินลัทธิ "บูชิโด" สอนให ้เหล่าซามูไรยึดมั่นในความซื่อสัตย์ ต่อหน้าที่ และจงรักภัักดี ต่อเจ้านายของตน ซามูไรถือว่า ความตายเป็นเรื่องเล็กน้อย ปรัชญาแห่งบูชิโด กล่าวไว้ว่า "ความตายเป็นสิ่งเบาบางยิ่งกว่าขนนก" ส่วนมาก คนญี่ปุ่นจะ เห็นศักดิ์ศรี เป็นหลักชีวิตเป็นรอง จะเห็นตัวอย่างถึงทุกวันนี้ เรื่องที่ว่าญี่ปุ่นเป็นชาตินิยม ว่ากันว่าดาบซามูไรนั้น คมมาก ดาบสามารถ ฟันคอขาดได้ เพียงครั้งเดียว บาดแผลที่ได้รับ จากดาบ จะเจ็บปวดมาก ซามูไร ยังต้องเรียนรู้ การใช้ดาบ อย่างช่ำชอง ว่องไว และคล่องแคล่ว ให้เปรียบเสมือน เป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย จากความสามารถนี้เองทำให้ซามูไรเพียงคนเดียว สามารถสังหารศัตรูที่รายล้อมตนกว่าสิบคนได้ภายในชั่วพริบตา(http://www.thaigoodview.com/library/studentshow/2549/m3-9/no14-34/project/page02.html)
วันอังคารที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552
- อบรม "การจัดการความรู้ภายในมหาวิทยาลัย" ณ มทร.ธัญบุรี
- เข้าร่วมประชุมสมัชชาการศึกษาแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 1 ณ ศูนย์การประชุมอิมแพ็ค
คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี


Odaiko

Taiko drums are considered to be one of the first percussion instruments invented by humans. This tour will lead you to discover the wonders of taiko drums. The tour starts at the Drum Museum where you can observe and touch a collection of drums which have come from around the world. You will also be able to participate in short drumming sessions on them. The sound of a taiko drum is thought to be like the sound at the bottom of our souls — it's the basis for human rhythm. You will find out that taiko is not only a musical instrument- the physical activity involved during the drumming has made it become a form of relaxation, recreation and entertainment. After the taiko session you will enjoy a short tour around Asakusa’s temples and shrines and find out more about traditional Japanese culture and religion.
วันจันทร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552
โคโตะโคโตะ 13 สาย มีที่มาจาก "กักคุโซ" ดนตรีในราชสำนัก ในศตวรรษที่ 16 พระเคนจุน (1547-1636) นักบวชในพระบวรพุทธศาสนาซึ่งจำพรรษาอยู่ทางภาคเหนือของเกาะกิวชิว ได้ริเริ่มแต่งเพลงสำหรับโคโตะขึ้น เรียกรูปแบบเช่นนี้ว่า "ทสึคุฉิ" ตามชื่อภูมิภาค ต่อมายาทสึฮะฉิ เคงเงียว (1614-1685) นักดนตรีตาบอดแต่มีพรสวรรค์แห่งเมืองเกียวโตที่เป็นลูกศิษย์พระเคนจุน ก็ได้นำมาดัดแปลงเป็นเพลงนิทาน โดยการใส่เทคนิค การให้เสียงใหม่ ตลอดจนแต่งเพลงใหม่ขึ้นมาด้วย เพลงที่สร้างชื่อเสียงให้เขา คือ "โรคุดัง โนะ ชิบาเระ" (หกขั้นตอนของการเรียนรู้) เพลงนี้ยังคงเป็นที่นิยมแสดงในหมู่นักดนตรีโคโตะอยู่จวบจนทุกวันนี้ ระหว่าง ยุคเอโดะ (1603 - 1867) เครื่องดนตรีโคโตะได้พัฒนาจากดนตรีในราชสำนักไปสู่ดนตรีที่โดดเด่นของญี่ปุ่นด้วยคุณสมบัติของเสียงที่ไม่ซ้ำแบบใคร และกลายมาเป็นความประณีตทางสุนทรีของศิลปะและวัฒนธรรมญี่ปุ่น
ชาคุฮาจิ(ขลุ่ยไม้ไผ่)
ชาคุฮาจิ นับว่าเป็นเครื่องเป่าที่มีชื่อเสียงที่สุดของญี่ปุ่น เวลาเป่าต้องตั้งลำไม้ไผ่ขึ้นในแนวตั้ง ทั้งนี้จะต้องเลือกเอาตรงส่วนที่ชิดกับโคนต้นไผ่ที่สุด ตามธรรมดาปล้องไผ่จะกลวง ยกเว้นส่วนที่เป็นข้อซึ่งในการนำมาทำชาคุฮาจิ จะต้องคว้านส่วนในของแต่ละข้อออก เพื่อทำให้เกิดช่องว่างที่ทะลุถึงกันได้ตลอดทั้งลำ เจาะรู 4 รู ที่ด้านหน้าของตัวขลุ่ยสำหรับวางนิ้วทั้ง 4 และอีกรูหนึ่งทางด้านหลังสำหรับวางนิ้วหัวแม่มือ ช่วงบนสุดเป็นส่วนที่จะต้องประทับริมฝีปากลงเป่า ส่วนนี้จะตัดเฉียงลงมาทางด้านหน้า เวลาเป่าก็จะเกิดเสียงลมที่กระทบกับส่วนนี้มีทฤษฎีหนึ่งกล่าวว่า ความเป็นมาของชาคุฮาจิเริ่มขึ้นจากอียิปต์โบราณ ผ่านเข้าไปทางอินเดีย และจีน ก่อนที่จะมาถึงญี่ปุ่นในศตวรรษที่ 6 ความนิยมในขลุ่ยไม้ไผ่ชนิดนี้มีความเป็นไปในระยะเวลาสั้น ๆ บางจนถึงศตวรรษที่ 13 จึงได้มีการปลุกฟื้นความนิยมในเครื่องดนตรีชิ้นนี้ขึ้นโดยพระของพุทธ นิกายฟูเขะ ที่กำลังมองหาสิ่งที่จะมาทดแทนการสวดมนต์ด้วย "ซุยเซน" หรือ "การเป่าแบบเซน" กระทั่งถึงยุคเอโดะ (1603 - 1867) เครื่องดนตรีชนิดนี้ก็ได้พัฒนาขึ้นจนถึงจุดสุดยอด ในระยะเดียวกันนี้เองก็เกิดการปกครองแบบศักดินาขึ้น ชาคุฮาจิกลายเป็นเครื่องดนตรีคู่ใจนักรบซามูไรไร้สังกัดที่ถูกเรียกขานว่า "โรนิน" ที่ทำตัวเป็นนักจาริกแสวงบุญที่รู้จักกันในนามของ "โคมุโสะ" (นักบวชแห่งสุญตา) พวกโคมุโสะนี้จะครอบตระกร้าใบใหญ่ไว้บนศีรษะ ตระกร้านี้มีชื่อเรียกว่า"เทงไง" เป็นเครื่องหมายการปลีกตัวออกจากโลก ทั้งนี้เป็นผลมาจากถูกก๊กหัวรุนแรงรุกรานในช่วงปลายศตวรรษที่ 16 โคมุโสะจึงรวมตัวกันปกป้องตนเอง สมาชิกนิกายฟุเคฉุจึงหาอุบายลวงโชกุนผู้ปกครองสูงสุดของประเทศญี่ปุ่นขณะนั้น ด้วยการปลอมแปลงเอกสารให้สิทธิพิเศษในการเล่นชาคุฮาจิเพื่อขออาหารเป็นทาน และเพื่อเป็นการตอบแทนพวกนี้ก็จะทำตัวเป็นสายลับสืบเรื่องของโรนินคนอื่น ๆ โคมุโสะเหล่านี้จะถูกห้ามพกดาบ แต่สามารถดัดแปลงชาคุฮาจิจากรากไผ่ที่ยาวขึ้น แข็งแรงขึ้น เพื่อใช้เป็นทั้งอาวุธป้องกันตัว และทั้งเป็นเครื่องดนตรีที่ช่วยให้เกิดความสงบแก่จิตวิญญาณ (http://www.jfbkk.or.th/event/koto_concert_th_01.html)
วันศุกร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

กำเนิดคาบูกิ
เริ่มต้นราวๆ ศตวรรษที่ 17 ที่เกียวโต โดยนางรำชื่อ Izumo no Okuni กับคณะละครของเธอ สมัยนั้นยังไม่ประณีตบรรจงเท่าปัจจุบันจึงไม่น่าสนใจ
การแสดงคาบ ตัวละครจะมีการเคลื่อนไหวที่กระฉับกระเฉง แสดงออกซึ่งท่าทางซึ่งมีความหมาย เช่น โกรธ ร้องไห้ เศร้า การแต่งกายมีสีสันสวยงามสะดุดตา บนเวทีและฉากมีกลไกง่ายๆ ที่ช่วยให้การแสดงมีความน่าสนใจและน่าตื่นเต้น
เดิมคาบูกิจะใช้ผู้หญิงเล่นเป็นตัวนางซึ่งผู้หญิงเหล่านั้นมักเป็นโสเภณีแต่เพราะเป็นผู้หญิงการแสดงจึงดูอ่อนช้อยและงดงาม แต่ในสมัยโทคุกาวามีการห้ามอย่างเด็ดขาด ด้วยเห็นว่าไม่ดีงามต่อศีลธรรม คาบูกิจึงมีเพียงนักแสดงชายล้วน แต่ปัจจุบันน่าจะมีการเปลี่ยนแปลง ตัวละครคาบูกิจะมีการแต่งกายที่บ่งบอกบทของคนคนนั้น อย่างเช่น ตัวผู้ดีหรือพระเอก จะถือร่มกระดาษ คาดผ้าคาดหน้าผาก และพกดาบสั้นไว้ที่เอว แต่ถ้าเมื่อไรพระเอกหรือตัวเอกถูกฆ่า การแต่งกายจะเปลี่ยนไปในรูปเกินจริง เพราะไม่ใช่มนุษย์แล้ว ก็คือเป็นวิญญาณที่มีอำนาจหวนกลบมาแก้แค้น ที่เด่นชัดที่สุด และเป็นสัญลักษณ์ของคาบูกิ ก็คือชายหน้าขาว มีลวดลายสีดำ และสีแดงบนใบหน้า หน้าตาดุดัน สีนี้มีความหมาย ฝ่ายดีจะวาดสีแดง ฝ่ายร้ายจะวาดสีดำ ดาบก็จะเปลี่ยนเป็นดาบซามูไรยาวกว่า 2 เมตร
ดนตรีประกอบการแสดง
ที่มา: http://sarasoujuu.exteen.com/20060220/27468-33310-20238-kabuki
วันพฤหัสบดีที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552
โรงแรมท่าอากาศยานที่ให้บริการความสะดวกสบายระดับสุดยอด 24 ชั่วโมงแห่งนี้ตั้งอยู่ห่างจากอาคารผู้โดยสารสนามบินและสถานีรถไฟในระยะเดินถึงทำเลที่อยู่ในสนามบินนานาชาติคันไซซึ่งเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการเดินทางทางอากาศของโลก ทำให้โรงแรมนี้เป็นสถานที่พักชั้นยอดสำหรับการใช้เวลา 24 ชั่วโมงในญี่ปุ่น เครือโรงแรม Nikko มีชื่อเสียงในด้านบรรยากาศที่ผ่อนคลายซึ่งมาพร้อมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกของโรงแรมธุรกิจ ที่นี่มีภัตตาคารมากมายที่จำหน่ายอาหารญี่ปุ่น จีน และจานร้อนแบบเทปปันยากิ นอกจากนี้ ยังมีศูนย์ธุรกิจสำหรับผู้ที่ต้องการติดต่อกับลูกค้า ด้วยทำเลซึ่งอยู่ใกล้กับสถานีรถไฟและสนามบิน
สิ่งอำนวยความสะดวก
- เครื่องปรับอากาศ
- ภาพยนตร์ชมในห้องพัก
- โต๊ะเขียนหนังสือ
- เครื่องเป่าผม
- อินเทอร์เน็ต (ความเร็วสูง)
- โทรทัศน์
- ฝักบัว
- โทรทัศน์ (เคเบิล)
- ห้องปลอดบุหรี่
- สิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้พิการ
- ศูนย์ธุรกิจ
- บริการซักรีด/ซักแห้ง
- ห้องประชุม
- ร้านอาหาร
- รูมเซอร์วิส
- ตู้นิรภัย
กิจกรรมเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจที่ระบุไว้ด้านล่างมีให้ในโรงแรมหรือบริเวณใกล้เคียง และอาจมีค่าธรรมเนียม
- บริการนวด













