แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ JOE แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ JOE แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

วันเสาร์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2552

วันศุกร์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

รับไฟศิลปิน ศิลปกรรมจุฬา51



ภาพบรรยากาศในพิธีรับไฟศิลปินปี 2551 โดยหลักสูตร ปริญญาเอก ศิลปกรรมจุฬา ปีนี้เป็นรุ่นแรกผู้ที่มอบไฟจึงเป็นอาจารย์ที่มามอบไฟให้เรา  ในวันนั้นเราได้ร่วมกันรับพรจากท่านอาจารย์ทั้ง 3 ท่าน และเราก็เดินถือไฟขึ้นไปห้อง 209  ทุกคนมีความสุขในวันนั้นและเราจะมาร่วมกันอีกครั้งในปี 2552 นี้ซึ่งเรามีรุ่นที่ 2 แล้วเป็นผู้มารับไฟที่มีคุณค่านี้

























วันจันทร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2552

ก้าวสู่สื่อศิลปะ (New Media) จิตรกรรมไทย

ก้าวสู่สื่อศิลปะ (New Media) จิตรกรรมไท
สามารถลิงค์เข้าไปอ่านได้ตามข้อความลิงค์​ด้านบนครับ
โจ

วันศุกร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

Japanese Art


Japanese art 

covers a wide range of art styles and media, including ancient pottery, sculpture in wood and bronze, ink painting on silk and paper, and a myriad of other types of works of art. It also has a long history, ranging from the beginnings of human habitation in Japan, sometime in the 10th millennium BC, to the present.

Historically, Japan has been subject to sudden invasions of new and alien ideas followed by long periods of minimal contact with the outside world. Over time the Japanese developed the ability to absorb, imitate, and finally assimilate those elements of foreign culture that complemented their aesthetic preferences. The earliest complex art in Japan was produced in the 7th and 8th centuries A.D. in connection with Buddhism. In the 9th century, as the Japanese began to turn away from Chinaand develop indigenous forms of expression, the secular arts became increasingly important; until the late 15th century, both religious and secular arts flourished. After the Ōnin War (1467-1477), Japan entered a period of political, social, and economic disruption that lasted for over a century. In the state that emerged under the leadership of the Tokugawa shogunate, organized religion played a much less important role in people's lives, and the arts that survived were primarily secular.

Painting is the preferred artistic expression in Japan, practiced by amateurs and professionals alike. Until modern times, the Japanese wrote with a brush rather than a pen, and their familiarity with brush techniques has made them particularly sensitive to the values and aesthetics of painting. With the rise of popular culture in the Edo period, a style of woodblock prints called ukiyo-e became a major artform and its techniques were fine tuned to produce colorful prints of everything from daily news to schoolbooks. The Japanese, in this period, found sculpture a much less sympathetic medium for artistic expression; most Japanese sculpture is associated with religion, and the medium's use declined with the lessening importance of traditional Buddhism.

Japanese ceramics are among the finest in the world and include the earliest known artifacts of their culture. In architecture, Japanese preferences for natural materials and an interaction of interior and exterior space are clearly expressed.

Today, Japan rivals most other modern nations in its contributions to modern art, fashion and architecture, with creations of a truly modern, global, and multi-cultural (or acultural) bent.



วันอาทิตย์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2552

การสร้างสรรค์ทัศนศิลป์ด้วยคอมพิวเตอร์

ใครจะไปรู้ว่าคอมพิวเตอร์สามารถสร้างสรรค์งานจิตรกรรมได้ดั่งราวกับการระบายสีน้ำมันด้วยเกรียง บนผืนผ้าใบ หรือการระบายสีน้ำด้วเทคนิคอันหลากหลาย แม้กระทั่งการน้ำเม็ดเกลือโรบบนสีเพื่อให้สีน้ำแตกตัวออก ส่งผลถึงภาพที่มีความแปลกตา
ที่ผมได้กล่าวข้างต้นนั้น คอมพิวเตอร์สามารถสร้างสรรค์สิ่งเหล่านั้นได้  ประกอบกับการมีอุปกรณ์ช่วยในการสร้างสรรค์คือ Wacom หรือเมาส์ที่มีลักษณะเป็นปากกา การใช้งานเหมือนกับเราจับปากกา หรือดินสอเขียนลงบนกระดาษ หรือผ้าใบ มันสามารถกำหนดคุณสมบัติของหัวแปลง ขนาด รูปร่าง น้ำหนัก ซึ่งขึ้นอยู่กับผู้สร้างสรรค์งาน เราคงต้องลองเปิดใจกว้าง และลองสัมผัสมัน คอมพิวเตอร์คงไม่สามารถทำได้ทั้งหมด ทั้งนี้คอมพิวเตอร์เป็นเพียงอุปกรณ์ที่ช่วยให้เราสร้างสรรค์ใหม่ๆ เท่านั้นเองต้องขึ้นอยู่กับทักษะ และสายตาที่มีสุนทรียภาพ เพื่อให้งานนั้นออกมาเป็นผลงานที่ดีได้

วันศุกร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2552

New Logo Dr.Art Chula

ผมเข้ามาใน drartchula วันนี้พบกับความเคลื่อนไหวของพี่น้อง ที่เข้ามาใช้งานอย่างหนึ่งครับ นั่นคือ มีLogo ของ Profile ของกลุ่มเรา สวยมากๆครับ  ต้องขอบคุณด้วยครับ ที่ได้ทำให้ blog ของเรามีความน่าสนใจมากขึ้นครับ
โจ

วันพฤหัสบดีที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2552

Creative Thinking

เราได้ผ่านชั่วโมงเรียน ความคิดสร้างสรรค์ขั้นสูงไปหมาดๆ แต่ยังมี Workshop ตอนท้ายอีกเกี่ยวกับการคิดแบบสัญญะ ซึ่งพี่น้องหลายๆท่านก็ยังงงกันอยู่ ผมแนะนำเว็บไซท์ที่น่าสนใจอีกเว็บหนึ่ง คือมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ซึ่งเป็นเว็ยที่มีบทความน่าสนใจเยอะมาก ลองเข้าไปดูครับ

วันศุกร์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

My Sketch

 ภาพนี้เป็นภาพที่ผมร่างในคอมพิวเตอร์ครับ โดยใช้ Wacom และใช้โปรแกรม Photoshop เครื่องมือที่ใช้คือ Brush แบบ สีน้ำครับ มีแนวความคิดของเรื่องเกี่ยวกับ คนที่เห็นผีเสื้อ สามารถบินได้ อิสระ หรือแนวแฟนตาซีครับ  ยังไม่เสร็จดีครับ 
โจ

วันอาทิตย์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2551

แนะนำเว็บไซท์ใหม่

สวัสดีครับ พี่น้อง Dr.Art Chula ทุกท่าน ผมโจครับ ได้สร้างเว็บไซท์ใหม่ชื่อ www.cgkhunbhon.com ลองเข้าไปดูได้ครับ เป็นเนื้อหาเกี่ยวกับศิลปะครับ  กำลังพัฒนาอยู่ครับ จะเพิ่มเนื้อหาขึ้นเรื่อยๆครับ 

วันพุธที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2551

Book review A New History of Japanese Cinema



Book review A New History of Japanese Cinema




ผู้เขียน: Isolde Standish ผู้จัดพิมพ์: Continuum จำนวนหน้า: 414 ราคา: ฿1,380 โดย : นิตยสารผู้จัดการ - Thailand's Leading Business Magazine - ตุลาคม 2551 ปีที่ 26 ฉบับที่ 301




A New History of Japanese Cinema: A Century Of Narrative Film




ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้คงจะได้ดูภาพยนตร์ญี่ปุ่นมาอย่างโชกโชนเลยทีเดียวกว่าจะลงมือเขียนหนังสือเล่มนี้ เพราะสามารถที่จะวิเคราะห์เรื่องราวที่เกินเลยไปกว่าความบันเทิงได้อย่างดีทีเดียว ภาพยนตร์ในฐานะศิลปะแขนงหนึ่งที่รวมเอาภาพเคลื่อนไหว ภาพนิ่ง เสียง และอื่นๆ เข้าไว้ด้วยกัน เพื่อการสื่อสารทางอารมณ์หรือสาระ ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นสื่อที่ทรงอิทธิพลอย่างยิ่ง มักจะถูกนำมาอธิบายถึงบทบาททางสังคมในแง่มุมต่างๆ วงการภาพยนตร์ญี่ปุ่นนั้น สามารถผลิตอัจฉริยะขึ้นมาประดับวงการภาพยนตร์โลกได้อย่างภาคภูมิใจ และสร้างตำนานอันโดดเด่นให้เราได้ศึกษากันหลากหลาย โดยเฉพาะการนำเสนอสาระที่เป็นสากล โดยสามารถสร้างอัตลักษณ์เฉพาะขึ้นมาได้อย่างแนบเนียน ใครที่เคยชมภาพยนตร์อย่าง 7 เซียนซามูไรของกุโรซาวะ หรือ Tokyo Story ของโอซุ ย่อมต้องยอมรับว่า นี่คือผลงานที่ไม่อาจปฏิเสธได้เลย เพราะเทียบเคียงกับงานชั้นเยี่ยมของฮอลลีวูด หรือยุโรปได้อย่างดี




ผู้เขียนหนังสือนี้พยายามมองลึกเข้าไปเกินกว่าความบันเทิง หรือธุรกิจภาพยนตร์ แต่เจาะตรงเข้าไปที่ปรัชญาหรือสาระเบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงของสาระที่ภาพยนตร์ญี่ปุ่นได้นำเสนอออกมาในแต่ละช่วงเวลาอย่างเห็นภาพชัดเจน ในฐานะที่ภาพยนตร์คือสัญลักษณ์ของจิตสำนึกร่วมสมัยที่สามารถตีความได้หลากหลาย สิ่งที่เราได้พบจากการอ่านหนังสือเล่มนี้ คือ การผสมผสานเทคโนโลยีภาพยนตร์เข้ากับเงื่อนไขทางเศรษฐกิจ-การเมืองของญี่ปุ่น นับแต่สมัยการเปลี่ยนแปลงให้ทันสมัยในยุคเมจิมาจนถึงปัจจุบัน จากความพยายามสร้างเป็นเครื่องมือโฆษณาชวนเชื่อของรัฐอย่างมีศิลปะในฐานะอุดมการณ์แห่งความทันสมัยและทัดเทียมกับตะวันตกมาสู่การสนองตอบลัทธิชาตินิยมทหารเข้มข้นก่อนและระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง และท้ายสุด มาสู่เสรีภาพที่ทำให้เกิดยุคทอง ก่อนที่พลังจะหดหายไปเพราะถูกการแข่งขันรอบด้านกดดัน จนกระทั่งสาระของภาพยนตร์ในปัจจุบันจำกัดกรอบลงเหลือแค่การนำเสนอภาพชีวิตประจำวันที่เป็นเรื่องส่วนตัวถ่ายเดียว




จุดผกผันอย่างแท้จริงของวงการภาพยนตร์ญี่ปุ่นที่เกิดขึ้นในยุคหลังสงครามที่มีการยกเลิกข้อจำกัดในการนำเสนอ ปล่อยให้ผู้สร้างและผู้กำกับมีอิสรภาพมากขึ้น รวมทั้งผลพวงของหายนะจากสงคราม ทำให้อัจฉริยะเกิดขึ้นอย่างมากมาย พร้อมกับสร้างตำนานประดับวงการภาพยนตร์โลก ด้วยเนื้อหานำเสนอที่มีลักษณะมนุษยนิยมที่พยายามปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงของโลก โดยไม่ทิ้งความเป็นญี่ปุ่น แต่นั่นก็เป็นช่วงเวลาที่แสนสั้น เพราะเมื่อโทรทัศน์เข้ามาแข่งขัน ยุคทองของวงการภาพยนตร์ญี่ปุ่นก็จบสิ้นลง ต้องดิ้นรนเอาตัวรอดสารพัด ด้วยสาระที่แคบลงอย่างน่าเสียดาย


Tokyo Story บทสุดท้ายของหนังสือมีความน่าสนใจอย่างมาก เพราะนำเสนอหรือตั้งโจทย์ให้เห็นชัดเจนว่า การปรับตัวเพื่ออยู่รอด ทำให้ภาพยนตร์ญี่ปุ่นมีแนวโน้มเน้นไปในเรื่องของความสัมพันธ์ทางเพศมากขึ้น หลบเข้าสู่โลกแฟนตาซีส่วนตัวที่มีอารมณ์ขบถอย่างไร้เป้าหมายต่อคุณค่าทางสังคมร่วมสมัยมากขึ้น กลายเป็นความรุนแรงที่แฝงเข้ามาซึ่งน่าวิตก สาระที่นำเสนอในหนังสือเล่มนี้ เหมาะสำหรับนำไปคิดต่อยอดเพิ่มเติมว่า การส่งเสริมภาพยนตร์ในฐานะสื่อบันเทิงหรือศิลปะเพื่อแสดงตนในรูปสัญลักษณ์ของจิตสำนึกร่วมสมัยนั้น เป็นสิ่งที่สมควรวางเฉยหรือให้การสนับสนุนอย่างจริงจังกันแน่ มิใช่แค่เพียงมองว่าเป็นธุรกิจที่ทำรายได้เป็นกอบเป็นกำเท่านั้น ตัวอย่างเช่น หากภาพยนตร์ไทยร้อยละ 80 นำเสนอเนื้อหาหลักเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับผีหรือสยองขวัญเป็นหลัก แสดงว่า คนไทยกำลังแสดงตัวว่าเป็นคนไร้เหตุผลที่งมงายอยู่กับปรัมปราคติว่าด้วยสิ่งที่จับต้องไม่ได้ประเภท "ไม่เชื่อ อย่าลบหลู่" ใช่หรือไม่




ใครที่สนใจเกี่ยวกับสาระของภาพยนตร์และศิลปะ อ่านหนังสือเล่มนี้แล้วถือว่าคุ้มทีเดียว แม้ว่าราคาปกจะแพงไปสักนิด รายละเอียดในหนังสือ I n t r o d u c t i o n : Towards a Politics of Cinema Chapter




1. Cinema, Modernity and the Shochiku Tokyo Studios รัฐบาลญี่ปุ่นยุคปฏิรูปเมจิ ถือว่า ภาพยนตร์คือเครื่องมือโฆษณาชวนเชื่อทางการเมืองในฐานะวัฒนธรรมแห่งความสำเร็จเพื่อสร้างวีรชนที่มุ่งมั่นกับการสร้างสังคมใหม่ที่ทั้งทำให้ชาติทัดเทียมโลก และมีอัตลักษณ์พร้อมกันไป ทำให้ไม่สามารถแยกภาพยนตร์ยุคแรกของญี่ปุ่นไม่ว่าจะเป็นแนวไหน และวิธีการนำเสนอแบบใด ออกจากจุดมุ่งหมายทางการเมืองได้เลย โดยเฉพาะบทบาทของสตูดิโอโชชิกุที่ได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาลอย่างเต็มที่ Chapter




2. Cinema, Nationalism and Empire แม้ภาพยนตร์ญี่ปุ่นจะแสดงออกซึ่งปัจเจกบุคคลที่โดดเด่น แต่การเชื่อมโยงบุคลิกของเขาในฐานะสัญลักษณ์ทางสังคม และเป้าหมายการสร้างชาติมีความเกี่ยวพันลึกซึ้ง โดยเฉพาะภาพลักษณ์ของวีรชน (นักดาบซามูไร) ที่ปลีกวิเวกกับการต่อสู้ตัวเอง เป็นความพยายามใช้สุนทรียะเพื่อส่งสัญญะให้กับสังคมที่เป็นตัวของตัวเองในฐานะตัวแทนของลัทธิชาตินิยมญี่ปุ่นที่ถือว่า ชาติทั้งชาติคือครอบครัวเดียวกัน Chapter




3. Cinema and the State ภาพยนตร์ยุคสงครามโลกครั้งที่สองภายใต้กฎหมายภาพยนตร์ ค.ศ.1939 สะท้อนกรอบที่คับแคบของนโยบายแห่งชาติที่ถูกกำหนดโดยรัฐที่เตรียมพร้อมเข้าสงครามเต็มรูป เพื่อนำเสนอภาพที่รัฐบาลญี่ปุ่นต้องการโฆษณาชวนเชื่อให้โลกมองคนญี่ปุ่น ซึ่งเมื่อสิ้นสงครามกรอบนี้ก็ถูกทำลายลงเป็นกรอบของเสรีภาพที่เปล่งประกายอย่างมากในเวลาต่อมา Chapter




4. Cinema and Humanism ภาพยนตร์หลังสงครามที่เสรีภาพของนักสร้างถูกปลดปล่อยออกจากกรอบอุดมการณ์แห่งรัฐ สร้างอัจฉริยภาพแห่งวงการระดับโลกขึ้นอย่างโดดเด่น อย่างโอซุ กุโรซาว่า หรืออื่นๆ โดยเนื้อหาของภาพยนตร์มีลักษณะมนุษยนิยมมากขึ้น สะท้อนความสูญเสียจากสงคราม หายนะของมนุษย์ที่เป็นปัจเจก สิทธิสตรี และการปรับตัวเข้าสู่โลกใหม่ Chapter




5. Cinema and Trangression อิทธิพลของฮอลลีวูดทำให้ภาพยนตร์ญี่ปุ่นหลังยุคทองของอัจฉริยะเปลี่ยนไปเน้นบทบาทของวีรชนเดินดินที่ดิบเถื่อน หรือละเมิดกฎกติกาเก่าๆ ของสังคมมากขึ้น และยิ่งความสามารถทำรายได้ของภาพยนตร์ลดลงต่อเนื่อง เพราะอิทธิพลของโทรทัศน์กับคนดูมากขึ้นเท่าใด การดิ้นรนอยู่รอดของวงการภาพยนตร์ก็ยิ่งผลักดันให้นักสร้างหันไปทำภาพยนตร์ลามกหรือเนื้อหาหมกมุ่นทางเพศมากขึ้นเป็นทวีคูณ Chapter




6. Genres and Gender นับแต่ยุคสงครามเวียดนามเป็นต้นมา ภาพยนตร์ที่นำเสนอเนื้อหาที่เป็นเรื่องราวของผู้คนในชีวิตประจำวันเริ่มเข้ามาแทนที่อุดมคติเก่าๆ อย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะความสัมพันธ์ส่วนตัวระหว่างคนต่างเพศ หรือเพศเดียวกัน พร้อมกับการหลบเข้าสู่โลกแฟนตาซีส่วนตัวมากขึ้น เพื่อแสดงความรู้สึกขบถที่ไร้เป้าหมายกับคุณค่าในสังคมร่วมสมัยอย่างเปิดเผย แต่รูปแบบที่นำเสนอกลับมีความรุนแรงน่าเป็นห่วงมากยิ่งขึ้น เช่นเดียวกันกับเกมคอมพิวเตอร์ร่วมสมัยนั่นเอง R e f l e c t i o n s : Cross-Cultural Perspectives or Do Japanese Films Exist? คำถามใหญ่ที่ท้าทายวงการภาพยนตร์ญี่ปุ่นในอนาคตก็คือ ในเมื่อระยะห่างระหว่างกาละ/เทศะเหลือน้อยลงเพราะเทคโนโลยีสารสนเทศมีพัฒนาที่ก้าวไกล ซึ่งทำให้โอกาสที่จะเกิดวัฒนธรรมข้ามพรมแดนในรูปของหมู่บ้านโลกแบบที่มาร์แชล แมกลูฮัน เคยเสนอเอาไว้ ภาพยนตร์ญี่ปุ่นจะดำรงอยู่ได้ในฐานะส่วนหนึ่งของธุรกิจโลก หรือในฐานะธุรกิจเพื่อสร้างอัตลักษณ์จำเพาะ ซึ่งความท้าทายนี้ยังไม่ได้รับการพิสูจน์

วันอาทิตย์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2551

แนะนำเว็บบล็อกฝึกภาษาอังกฤษ

ผมได้ทำลิงค์เว็บบล็อกฝึกภาษาอังกฤษไว้ให้ครับดีมากๆเลยครับ อยากให้ทุกคนลองเข้าไปดูครับ มีหัวข้ออันหนึ่งที่น่าสนใจคือ การฝึก writing skill ในโปรแกรม เราสามารถฟังการสนทนา มี Robot มาพูด และเราสามารถเขียน ไป และ robot จะตอบกลับมาได้ทันที เป็น Interactive  ลองเข้าไปตามนี้นะครับ
ไปที่หัวข้อลิงค์ของบล็อกของพวกเรานี่แหละครับ
  • link>คลิกที่ english-for-thais.blogspot.com> เมื่อเข้าไปแล้วให้หาหัวข้อคลังบทความ> 2008>กันยายน>หาหัวข้อที่ 349 ท่านสามารถฝึก writing skillได้ทุกวัน 
ต่อจากนั้นก็เลือกเอาเลยครับ ว่าจะฝึกการสนทนา เขียน แบบสถานะการณ์ไหน

ขอให้สนุกครับ

โจ

วันพฤหัสบดีที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2551

วันปิดคอร์สเทอมแรก1/51

วันนี้เป็นวันปิดคอร์สเทอม1 /2551 ของป.เอก ศิลปกรรมจุฬา  ซึ่งดูเหมือนเวลาผ่านไปไวเหมือนกันครับ
ในช่วงปิดเทอมนี้ก็อยากให้พี่น้อง ได้เข้ามาเขียนประสบการ์ณแลกเปลี่ยนกันให้ทราบข่าวคราวกันครับ ท่านใดมีของดีๆ ก็มาให้ดู ให้อ่านกัน หรือจะปรับเปลี่ยน เพิ่มลิงค์เว็บไซท์ ดีๆ แบ่งปันก้นก็จะดีมากครับ
โจ

วันอังคารที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2551

sketch Character


It is a new character of my cartoon in process.
Joe