แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ sweetgirl แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ sweetgirl แสดงบทความทั้งหมด
วันอังคารที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2552
ขอเชิญชมการแสดงมหกรรมนาฏศิลป์พื้นบ้าน

เนื่องในงาน OTOP Festival in the City 2009 วันที่ 27 มีนาคม – 5 เมษายน 2552
ขอเชิญชมมหกรรมนาฏศิลป์พื้นบ้าน ครั้งที่ 8 "สีสันวัฒนธรรม นาฏกรรมพื้นบ้าน" การแสดงประกอบด้วยการแสดงนาฏศิลป์ไทยชุดอาศิรวาทสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ชุด “ เทพรัตนา ” การแสดงวงดนตรีไทยร่วมสมัย วงดนตรีลูกทุ่ง การแสดงนาฏศิลป์พื้นบ้านสร้างสรรค์ การสาธิตหัตถกรรมพื้นบ้าน และร่วมสนุกกับกิจกรรมพื้นบ้านมากมาย
เวลา 17.00 น. เป็นต้นไป ณ ลานกิจกรรมหน้าศูนย์การค้า MBK Center (มาบุญครอง) ไม่เสียค่าใช้จ่าย
ผลงานสร้างสรรค์โดยนิสิตชั้นปีที่ 3 สาขาวิชานาฏศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ดูแลการแสดงโดย อาจารย์ระวิวรรณ วรรณวิไชย
วันอังคารที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2552
อลังการหุ่นกระบอกไทย : ตะเลงพ่าย
มีโอกาสได้พานิสิตไปชมการซ้อมการแสดงหุ่นกระบอก ของ อาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤต เรื่องตะเลงพ่าย เพื่อส่งเสริมการศึกษาและสร้างความตระหนักถึงคุณค่าความงามในวัฒนธรรมไทยอันเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นและรากเหง้าทางวัฒนธรรมของชาติ อันจะเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนชุมชนให้ดำรงอยู่อย่างเข้มแข็งและสงบสุข
อาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤต ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๔๓ ได้รับการยกย่องเป็น ๑ ใน ๕๒ นายช่างเอกในรอบ ๒๐๐ ปี แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
อาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤต เป็นศิลปินอิสระที่มีความเชี่ยวชาญด้านจิตรกรรมทั้งแบบไทยประเพณีและศิลปะร่วมสมัย มีเอกลักษณ์เป็นของตนเอง อีกทั้งผลงานอื่นๆ ได้แก่ งานพุทธศิลป์ ประเภทจิตรกรรมฝาผนังโบสถ์ เช่น โบสถ์วัดตรีทศเทพวรวิหาร วัดเขาสุกิม งานประติมากรรมไทย เช่น ประติมากรรมรูปเจ้าเงาะกับเด็กเลี้ยงควาย จากเรื่องสังข์ทอง พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ที่อุทยานพระบรมราชานุสรณ์พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย จังหวัดสมุทรสงคราม งานหุ่นกระบอก เช่น หุ่นกระบอกเรื่องสามก๊ก ลิลิตตะเลงพ่าย งานซ่อมหุ่นวังหน้า เป็นต้นปัจจุบันได้ก่อตั้งมูลนิธิจักรพันธุ์ โปษยกฤต ขึ้นที่บริเวณบ้านพักของท่าน ถนนเอกมัย ซึ่งเป็นทั้งพิพิธภัณฑ์ มูลนิธิ สถานที่ทำงาน และโรงละครหุ่นกระบอก
งานหลักของมูลนิธิฯคือจัดสร้างและแสดงหุ่นกระบอก เพื่ออนุรักษ์ฟื้นฟูศิลปะการแสดงของไทยแขนงนี้ต่อเนื่องมาตลอด ตั้งแต่ปีพ.ศ.๒๕๑๘ และปรับปรุง มีพัฒนาการเจริญงอกงามขึ้นมาตามลำดับ ตั้งแต่เรื่องพระอภัยมณี ตอนหนีนางผีเสื้อ รามเกียรติ์ตอนนางลอย สามก๊ก ตอนโจโฉแตกทัพเรือ และเรื่อง ‘ตะเลงพ่าย’การแสดงหุ่นกระบอกเรื่อง"ตะเลงพ่าย" ได้มีการเตรียมการและสร้างมาตั้งแต่ปีพ.ศ. ๒๕๓๓ เพื่อเทิดทูนวีรกรรมของบูรพกษัตริย์และบรรพชนไทย ปัจจุบันใกล้สำเร็จลุล่วงภายในอีกประมาณสองถึงสามปีข้างหน้า
ปัจจุบันมูลนิธิจักรพันธุ์โปษยกฤตเปิดให้ประชาชนเข้าชมการซ้อมได้ทุกวันอาทิตย์ปลายเดือน โดยไม่คิดค่าเข้าชม แต่ละเดือนที่เปิดบ้านให้เข้าชมการซ้อมหุ่นกระบอก จะมีผู้เข้าชมประมาณ ๔๐๐-๕๐๐ คนทุกครั้ง
ผู้สนใจเข้าชมโปรดติดต่อกับเจ้าหน้าที่มูลนิธิฯ โทรศัพท์ ๐๒-๓๙๒-๗๗๕๔ ตั้งแต่วันที่ ๑ – วันที่ ๑๕ ของเดือน โดยถือว่าผู้ติดต่อเป็นผู้แนะนำเข้าชม (หัวหน้าสาย) เมื่อได้รับอนุญาต กรุณาแจ้งรายชื่อผู้เข้าชมทุกคน ส่งทางโทรสาร ๐๒-๓๙๒-๗๗๕๓ หรือ ทางอีเมล n lekwatchara@hotmail.com หรือ nwarapornr@yahoo.com
ร่วมสืบสานศิลปวัฒนธรรมไทย ร่วมเป็นกำลังใจให้ "ตะเลงพ่าย" มูลนิธิจักรพันธุ์โปษยกฤตกันนะคะ
หมายเหตุ ผู้สนใจจะเข้าชมการซ้อมหุ่นกระบอกในเดือนต่อๆ ไป สามารถดูขั้นตอนการขอรับบัตรเข้าชมได้ที่ http://www.chakrabhand.org/
ขอเชิญชมการแสดงนาฏศิลป์นิพนธ์ ครั้งที่ 12
ขอเชิญชมการแสดงนาฏศิลป์นิพนธ์ ครั้งที่ 12
The Wonder Treasure

ผลงานสร้างสรรค์นาฏศิลป์ไทยและนาฏศิลป์สากล จำนวน 26 ชุดการแสดง
โดยนิสิตชั้นปีที่ 4 สาขาวิชานาฏศิลป์
คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
วันที่ 13 - 14 มีนาคม 2552 รับบัตรเวลา 17.00 น. เริ่มแสดง 18.00 น.
ณ โรงละครภัทราวดีเธียร์เตอร์ (ไม่เสียค่าใช้จ่าย)
หมายเหตุ การแสดงวันละ 13 ชุดการแสดงต่อวัน แต่ละวันการแสดงไม่เหมือนกัน
วันอาทิตย์ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2552
การแสดงผลงานสร้างสรรค์
โครงการนาฏยนิทรรศและการสร้างสรรค์งานนาฏศิลป์ ครั้งที่ ๘
เรื่อง "ร่ายอัคคี"




การแสดงชุด "ร่ายอัคคี" นำเสนอเรื่องราว ตำนาน และความเชื่อเกี่ยวกับไฟ เริ่มตั้งแต่ กำเนิดแสงสว่าง ไฟกับวิถีชีวิตมนุษย์ การละเล่นและประเพณีที่เกี่ยวกับไฟ ปิดท้ายด้วยการบูชาไฟ สร้างสรรค์โดยนิสิตชั้นปีที่ 2 วิชาเอกนาฏศิลป์ไทย สาขาวิชานาฏศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ โดยมี อ.ระวิวรรณ วรรณวิไชย เป็นประธานโครงการและผู้ดูแลการแสดง
จัดแสดงไปเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2552 เวลา 18.00 น. ถึง 19.30 น. ณ ลานหน้าโตคิว มาบุญครองเซ็นเตอร์
วันจันทร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2552
วันพฤหัสบดีที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552
บรอดเวย์สุดอลังการ Chicago the Musical

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา มีโอกาสได้ไปชมการแสดงละครเพลง Chicago the Musical ที่โรงละครเมืองไทยรัชดาลัยเธียร์เตอร์มาค่ะ เป็นการแสดงที่ดีและเป็นประสบการณ์ที่ดีมาก ที่ได้ชมการแสดงโดยผู้กำกับและนักแสดงที่มีคุณภาพระดับโลก เลยอยากมาเล่าให้เพื่อนฟังค่ะ
Chicago เป็นละครบรอดเวย์สุดอลังการที่มีองค์ประกอบตามแบบละคร Broadway อย่างสมบูรณ์ยอดเยี่ยม ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามจากผู้ชมในระดับนานาชาติ ได้รับ 6 รางวัล จาก Tony Awards 2 รางวัล จาก Olivier Awards 1 รางวัล จาก Grammy®
Chicago เป็นเรื่องราวตำนานของละครเมืองนิวยอร์ก เนื้อเรื่องมีความเป็นสากลเกี่ยวกับชื่อเสียง ความมั่งคั่ง บทเพลงไพเราะสุดยอดเยี่ยม ท่าเต้นที่ตื่นตาตื่นใจ เสน่ห์ที่เป็นสากลของ CHICAGO นั้นมาจากเรื่องราวที่น่าหลงใหล เกี่ยวกับการฆาตรกรรม ความโลภ การคดโกง ความรุนแรง ความเห็นแก่ ได้ การคบชู้ การทรยศหักหลัง ซึ่งเป็นเรื่องที่ดึงดูดคนทั้งโลก
"Hervorragend," "espactaculo," and "astonishing"- นักวิจารณ์จากทั่วโลกยกย่องว่า CHICAGO เป็นการแสดงที่โลกรอคอย จากเมลล์เบิร์น ถึงเม็กซิโก ซิตี้ CHICAGO ทำให้โลกต้องทึ่งด้วยการเป็นละครที่กำลังเปิด โชว์ใน 10 ประเทศและเปิดเพิ่มในอีก 2 ประเทศคือรัสเซียและอิตาลี ละคร ทั่วโลก CHICAGO ยังคงเป็นหนึ่งในละครเพลงฮิตระดับนานาชาติที่ ประสบความสำเร็จที่สุดตลอดกาล
Chicago เป็นละครบรอดเวย์สุดอลังการที่มีองค์ประกอบตามแบบละคร Broadway อย่างสมบูรณ์ยอดเยี่ยม ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามจากผู้ชมในระดับนานาชาติ ได้รับ 6 รางวัล จาก Tony Awards 2 รางวัล จาก Olivier Awards 1 รางวัล จาก Grammy®
Chicago เป็นเรื่องราวตำนานของละครเมืองนิวยอร์ก เนื้อเรื่องมีความเป็นสากลเกี่ยวกับชื่อเสียง ความมั่งคั่ง บทเพลงไพเราะสุดยอดเยี่ยม ท่าเต้นที่ตื่นตาตื่นใจ เสน่ห์ที่เป็นสากลของ CHICAGO นั้นมาจากเรื่องราวที่น่าหลงใหล เกี่ยวกับการฆาตรกรรม ความโลภ การคดโกง ความรุนแรง ความเห็นแก่ ได้ การคบชู้ การทรยศหักหลัง ซึ่งเป็นเรื่องที่ดึงดูดคนทั้งโลก
"Hervorragend," "espactaculo," and "astonishing"- นักวิจารณ์จากทั่วโลกยกย่องว่า CHICAGO เป็นการแสดงที่โลกรอคอย จากเมลล์เบิร์น ถึงเม็กซิโก ซิตี้ CHICAGO ทำให้โลกต้องทึ่งด้วยการเป็นละครที่กำลังเปิด โชว์ใน 10 ประเทศและเปิดเพิ่มในอีก 2 ประเทศคือรัสเซียและอิตาลี ละคร ทั่วโลก CHICAGO ยังคงเป็นหนึ่งในละครเพลงฮิตระดับนานาชาติที่ ประสบความสำเร็จที่สุดตลอดกาล

CHICAGO ยังมีส่วนให้เกิดการแลกเปลี่ยนดาราจากต่างวัฒนธรรม เมื่อโปรดิวเซอร์ Barry และ Fran Weissler ได้เลือกนักแสดงจากหลาก หลายประเทศมาแสดงในการเปิดตัวที่ อย่างเช่น Ute Lemper (อังกฤษ) Ruthie Henshall (อังกฤษ) Petra Nielsen (สวีเดน) Anna Montanaro (เยอรมันและออสเตรีย) Bianca Marroquin (เม็กซิโก) Marti Pellow (อังกฤษและเวลส์) Caroline O'Connor (ออสเตรเลีย) และ Denise Van Outen (อังกฤษ)นี่เป็นเพียงตัวอย่างไม่กี่คนของดาราที่นำสีสันและการ แสดงแบบนานาชาติมาสู่ละครอเมริกัน

เหตุการณ์จริงเกิดขึ้นที่ชิคาโกในปี 2467 เมื่อ BeulahAnnan (Roxie) ถูกกล่าวหาว่าฆ่า “ผู้บุกรุก” HarryKalstedt ในขณะที่ Belva Gaertner (Velma) นั้นถูกตั้งข้อหาว่าฆาตกรรมสามีของตัวเอง ฆาตรกรทั้ง 2 คนนี้ ได้กลายเป็นข่าวหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ Chicago Tribune เมื่อนักข่าว Maurine Watkins เล็งเห็นว่า 2 สาวนี้น่าจะดึงดูดความสนใจผู้คนได้โดย ผ่านการนำเสนอข่าวแบบเสียดสีของเธอได้การอ้างว่าท้องถูกนำมาใช้เพื่อ เร่งการพิจารณาคดี ทนายมาดเนียบช่วยจำกัดความหมกมุ่นของสื่อการตัด สินยกฟ้องทั้ง 2 สาวฟังดูเหมือนบทหนังฮอลีวูด ทั้งๆที่มันเป็นเรื่องจริง Maurine นักข่าวหนังสือพิมพ์ Chicago Tribune ตัดสินใจที่จะเปลี่ยนเรื่อง ราวที่เธอได้รู้เกี่ยวกับ ให้เป็นบทละคร comedy ชื่อ CHICAGO ซึ่งถูกนำ มาสร้างเป็นละคร ในปี 2469 และถูกนำมาทำเป็นภาพยนตร์ในอีก 2 ปีต่อมา ภาพยนตร์เรื่องที่ 2 ที่สร้างจากบทเรื่องนี้สร้างขึ้นในปี 2585 ชื่อว่า "Roxie Hart" นำแสดงโดย Ginger Rogers
วันจันทร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552
วันเสาร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552
Traditional Performing Arts in Japan


ละครโน (Noh) เป็นละครที่เก่าแก่ที่สุดในญี่ปุ่น ซึ่งพัฒนาขึ้นในศตวรรษที่ 14 เคยเฟื่องฟูมากในหมู่ชนชั้นซามูไร และนักปราญช์ทั้งหลายในสมัยเอโดะ เวทีละครโนมีลักษณะเรียบง่าย นักแสดงสวมหน้ากากและแต่งกายแบบโบราณที่สวยหรู ใช้เสียงค่อนข้างเนิบและเปล่งออกมาในระดับเดียว เรียกว่าอุไต (utai) ซึ่งเป็นการผสมผสานกันระหว่างเสียงสวดมนต์ และการเล่านิทาน ทำให้เสียงออกมามีความแปลกเฉพาะตัว นอกจากนี้ในช่วงพักการแสดงของละครโน จะมีละครชวนหัวที่เรียกว่า " เคียวเง็น " มาแสดงคั่น การแสดงคั่นนี้อาจะมีความเกี่ยวเนื่องบางส่วน กับเนื้อหาของการแสดงโนที่เล่นอยู่ หรือไม่เกี่ยวกันเลย โดยจุดประสงค์ของเคียวเง็นก็เพื่อสร้างความสนุกสนานให้กับผู้ชม
ละครโน เป็นการแสดงที่ผู้แสดงต้องใส่หน้ากาก ประกอบด้วยส่วนที่เป็นเนื้อร้อง(Utai) การแสดงและท่ารำ ความสวยงามอยู่ที่ท่วงท่าการเคลื่อนไหว โดยไม่เน้นที่การแสดง ผู้แสดงละครโนจะแสดงตามบทละครในหนังสือ เรียกว่าอุไต บง(Utai-bon)
นอกจากผู้แสดงแล้วยังมีคนทำหน้าที่ร้องเสียงประสาน เรียกว่าจิอุไต(Ji-utai)เครื่องดนตรีที่ใช้บรรเลงมี ขลุ่ย กลองมือขนาดใหญ่ กลองมือขนาดเล็ก ตัวละครมี 4ตัว คือชิเตะ(shite)วะคิ(waki)เคียวเง็น(kyougen)และ ฮะยะชิ (hayashi)
ละครโน พัฒนามาจากการแสดงของจีน(ซังงะขุ)และญี่ปุ่น(เด็งงะคุโน)ผู้ริเริ่ม คือ 2พ่อลูก ชื่อคันอะมิKan-ami)กับเซะอะมิ(Ze-ami)ในสมัยมุโระมะฉิ(Muromachi) ได้รับความนิยมอย่างมากในสมัยโชกุน และได้รับความนิยมในหมู่ทหารและชนชั้นนักรบ

เคียวเง็น (kyogen) เป็นละครตลกคลาสสิคที่เกิดขึ้นในญี่ปุ่นเมื่อกลางศตวรรษที่ 14 เป็นละครที่เล่นกันมาเกือบหกร้อยปีร่วมกับละครโนห์ ดังนั้นจึงเปรียบละครเคียวเง็นเป็นเสมือนพี่น้องกับละครโนห์ กล่าวคือ โนห์เป็นละครที่ใช้บทเพลงกับการร่ายรำ ในขณะที่เคียวเง็นเป็นละครที่ใช้บทพูดกับท่าทาง
เคียวเง็นเป็นละครตลก มีเนื้อเรื่องล้อเลียนเสียดสีสังคมและเหตุการณ์ต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันทั่วไปของสามัญชน ใช้บทพูดของคนในสมัยมูโรมาจิ (1394-1573) ) กิริยาท่าทาง บทเพลง และดนตรี ตัวละครก็เป็นสามัญชนในสมัยนั้นที่เรียกกันแต่ชื่อ ทำให้ผู้ชมรู้สึกคุ้นเคยเป็นหนึ่งเดียวกับตัวละคร

ละครคาบูกิ (Kabuki) เป็นละครที่มีการพัฒนาขึ้นในศตวรรษที่ 17 เป็นการแสดงซึ่งเต็มไปด้วยฉากตื่นเต้นเร้าใจและมากด้วยการต่อสู้ เครื่องแต่งกายวิจิตรงดงามและสีสดสวย ฉากการต่อสู้ด้วยดาบ กาารรำที่เร้าใจ การแสดงการเปลี่ยนชุดออย่างสวยงาม และการใช้เทคนิคพิเศษ เช่น ฉากพายุหิมะ หรือฟ้าร้อง ซึ่งเป็นที่นิยมชมชอบ
คาบูกิเป็นศิลปะการแสดงแบบดั้งเดิมที่เป็นที่รู้จักกันดีอีกอย่างหนึ่งของญี่ปุ่น โดยนางรำที่ชื่อว่า Izumo no okuni กับคณะละครของเธอ ในสมัยนั้นยังไม่ประณีตบรรจงเท่าปัจจุบันจึงไม่น่าสนใจ เดิมละครคาบูกิจะใช้ผู้หญิงเล่นเป็นตัวนาง ซึ่งผู้หญิงเหล่านั้นมักจะเป็นโสเภณี แต่เพราะเป็นผู้หญิง การแสดงจึงดูอ่อนช้อยและงดงามแต่ในสมัยโทคุกาวามีการห้ามโดยเด็ดขาด ด้วยเห็นว่าไม่ดีงามต่อศิลธรรม
ตัวละครจะมีการเคลื่อนไหวที่กระฉับกระเฉง แสดงออกซึ่งท่าทางที่มีความหมาย เช่น ร้องไห้ เสียใจ ดีใจ โกรธ บ้าคลั่ง ฯลฯ จึงทำให้ละครคาบูกิเป็นที่นิยมดูกัน การแสดงถูกพัฒนามาเรื่อยๆจนกลายเป็นที่นิยมที่สุดในสมัยเอโดะศตวรรษที่ 20 แต่ไม่ถูกจัดว่าเป็นละครคลาสสิคเนื่องจากคาบูกิเป็นรูปแบบความบันเทิงที่ผสมผสานกันหลากหลาย ตั้งแต่ดนตรี การร่ายรำ การเล่าเรื่องตลกชวนหัว เรื่องเศร้าซึ้งและทุกๆอย่างที่ผู้ชมต้องการดู ในละครคาบูกิไม่มีผู้แสดงหญิง ใช้นักแสดงชายแสดงเป็นผู้หญิงซึ่งเรียกว่า อนนะงาตะ
เนื้อเรื่องของการแสดงคาบูกิจะมีอยู่ 2 ประเภท คือเรื่องเกี่ยวกับสังคมซามูไร ตำนานวีรบุรุษ เวทมนต์และเรื่องราวอันยิ่งใหญ่ และอีกประเภทคือเรื่องราวชีวิตของชาวเมืองเรื่องเศร้าเคล้าน้ำ ละครคาบูกิเป็นเป็นการแสดงที่เต็มไปด้วย ฉากที่ตื่นเต้นเร้าใจและมักจะต้องมีการต่อสู้กันเกิดขึ้นมากมายในเนื้อเรื่อง สังเกตดูหน้าของตัวแสดง เขาจะมีการแต่งหน้าที่เป็นเอกลักษณ์ด้วย โดยเฉพาะที่ตาจะดูน่ากลัวมาก และบทพูดก็ฟังยากมาก แม้กระทั่งคนญี่ปุ่นเองก็ยังฟังเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้างแต่ก็ดูขลังดี


ละครบุนรากุ (Bunraku) เป็นละครหุ่นซึ่งเริ่มแสดงในศตวรรษที่ 16 ตัวหุ่นมีขนาดครึ่งหนึ่งของคนจริงและดูเหมือนจริงมาก หุ่นแต่ละตัวใช้คนชักสามคนที่เคลื่อนไหว ไปมาบนเวทีด้วยกับหุ่นแม้ว่าศิลปะการละครทั้งสามแบบจะแตกต่างกันทว่ากลับมีความคล้ายคลึงกันหลายประการกล่าวคือ ทั้งละครโนและคาบูกินั้นตัวละครทั้งหมดแสดงโดยนักแสดงชายหรือเด็กชาย การแสดงมักเป็นเรื่องคล้ายกัน ดนตรีประกอบก็เป็นส่วนสำคัญของการแสดงละครทั้งสองแบบ คนร้องเป็นคนบรรยายทุกตอนของการแสดงละครโนและละครคาบูกิ และบรรยายเรื่องของการแสดงหุ่นบุนระกุ เครื่องดนตรีที่ใช้ประกอบด้วยกลอง ขลุ่ย ซามิเซน 3 สาย โคโตะ 13 สาย รวมทั้งเครื่องดนตรีชนิดอื่นๆ
National Bunraku Theatre, Osaka

Bunraku is traditional Japanese puppet theater that has its origin in the Edo period. Bunraku and Kabuki are closely related with respect to the content of plays. Bunraku plays are also accompanied by the music of traditional Japanese music instruments.
The puppets are about one meter tall and are manipulated by up to three persons. Every person is responsible for a different part of the puppet. Thanks to many years of experience they are able to make the puppets appear alive despite the fact that they are visible on the stage.
The puppets are about one meter tall and are manipulated by up to three persons. Every person is responsible for a different part of the puppet. Thanks to many years of experience they are able to make the puppets appear alive despite the fact that they are visible on the stage.



Osaka has been the capital for bunraku, traditional Japanese puppet theater, for many centuries.
The popularity of the theater form had grown in the city during the Edo Period when bunraku (like kabuki) was a rare kind of art entertainment for the common public rather than the nobility.
The National Bunraku Theater in Osaka is one of the few places to view the fascinating art form today. English programs and earphones are available. Performances are usually held in three week runs in January, April, June, July/August and November.
The National Bunraku Theater in Osaka is one of the few places to view the fascinating art form today. English programs and earphones are available. Performances are usually held in three week runs in January, April, June, July/August and November.
วันพฤหัสบดีที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552
ดินแดนซากุระสะพรั่ง



ซากุระ (ภาษาญี่ปุ่น : 桜 หรือ 櫻) เป็นดอกไม้ประจำชาติของญี่ปุ่น มีถิ่นกำเนิดในญี่ปุ่น คุณลักษณะเด่นของซากุระก็คือ เมื่อร่วง จะร่วงพร้อมกันหมด ซากุระจึงเป็นสัญลักษณ์ของเลือดทหารและซามูไรของญี่ปุ่น
มีดอกซากุระในเกาหลี, สหรัฐอเมริกา, แคนาดา, จีน หรือที่อื่นๆ แต่ไม่มีกลิ่น ขณะที่ซากุระของญี่ปุ่นนั้นผู้คนจำนวนมากยกย่องชื่นชมกลิ่นของมัน และมักจะกล่าวฝากไว้ในบทกวี
ดอกซากุระของญี่ปุ่นนี้ ในภาษาอังกฤษมีคำเรียกทั่วไปว่า “cherry blooms” หรือ “cherry blossom” หรือไม่ก็ “Japanese Flowering Cherry”
ดอกซากุระ ในภาษาญี่ปุ่นนั้น เชื่อกันว่ากร่อนมาจากคำว่า ซะกุยะ (หมายถึง ผลิบาน) อันเป็นชื่อของเจ้าหญิง โคโนฮะนะซะคุยาฮิเม มีศาลบูชาของพระองค์อยู่บนยอดเขาฟูจิด้วย สำหรับพระนามของเจ้าหญิงองค์ดังกล่าวนั้น
มีความหมายว่าเจ้าหญิงดอกไม้บาน และเนื่องจากซากุระเป็นดอกไม้ที่นิยมกันมากในญี่ปุ่นสมัยนั้น คำว่าดอกไม้ดังกล่าวจึงหมายถึงดอกซากุระนั่นเอง
เจ้าหญิงองค์ดังกล่าวได้รับพระนามเช่นนั้น ก็เพราะมีเรื่องเล่ามาว่าทรงตกจากสวรรค์ มาบนต้นซากุระ ดังนั้น ดอกซากุระจึงถือเป็นดอกไม้ประจำชาติของญี่ปุ่น
ต้นซากุระในญี่ปุ่นส่วนมากจะเป็นซากุระพันธุ์ Somei Yoshino และ Yamazakura แต่พันธุ์ของซากุระที่พบในประเทศญี่ปุ่นนั้นมีมากกว่าหนึ่งพันธุ์ขึ้นไป ต้นซากุระแต่ละพันธุ์ก็มักจะมีความแตกต่างกันในเรื่องของสี รูปทรงดอก ระยะเวลาที่เริ่มผลิดอก ไปจนถึงระยะเวลาที่ดอกบานเต็มที่จนร่วงหล่นไป โดยมักจะมีการสังเกตได้จากสิ่งต่าง ๆ ดังนี้
จำนวนของกลีบดอก
ดอกของซากุระส่วนใหญ่ในหลาย ๆ สายพันธุ์มักจะมีทั้งหมด 5 กลีบ แต่อย่างไรก็ตามบางพันธุ์ก็มีมากกว่า 5 กลีบขึ้นไป เช่น 10 กลีบ, 20 กลีบ หรือมากกว่าซึ่งมักจะเรียกแบบที่มีกลีบมากกว่า 5 กลีบว่า yaezakura.
แยกประเภทตามสีของดอก
พันธุ์ของซากุระส่วนมากจะเป็นสีชมพู ไปจนถึงม่วง ข่าว แต่ก็ยังมีแบบดอกสีชมพูเข้ม หรือสีเหลืองก็มี สีในบางพันธุ์สามารถเปลี่ยนสีได้คือเวลาดอกซากุระยังตูมจะเป็นสีขาว แต่พอบานเต็มที่ก็จะเปลี่ยนเป็นสีชมพู
ระยะเวลาที่บาน
ซากุระส่วนใหญ่จะบานในฤดูใบไม้ผลิ แต่อย่างไรก็ตามก็ยังมีบานพันธุ์ที่บานก่อนคือช่วงปลายดุใบไม้ร่วงและในช่วงฤดูหนาว สำหรับซากุระประเภท Yaezakura หรือซากุระที่มีมากกว่า 5 กลีบ ซากุระประเภทนี้เมื่อบานก็จะสามารถอยู่ได้ 2-4 สัปดาห์เลยทีเดียว
มีดอกซากุระในเกาหลี, สหรัฐอเมริกา, แคนาดา, จีน หรือที่อื่นๆ แต่ไม่มีกลิ่น ขณะที่ซากุระของญี่ปุ่นนั้นผู้คนจำนวนมากยกย่องชื่นชมกลิ่นของมัน และมักจะกล่าวฝากไว้ในบทกวี
ดอกซากุระของญี่ปุ่นนี้ ในภาษาอังกฤษมีคำเรียกทั่วไปว่า “cherry blooms” หรือ “cherry blossom” หรือไม่ก็ “Japanese Flowering Cherry”
ดอกซากุระ ในภาษาญี่ปุ่นนั้น เชื่อกันว่ากร่อนมาจากคำว่า ซะกุยะ (หมายถึง ผลิบาน) อันเป็นชื่อของเจ้าหญิง โคโนฮะนะซะคุยาฮิเม มีศาลบูชาของพระองค์อยู่บนยอดเขาฟูจิด้วย สำหรับพระนามของเจ้าหญิงองค์ดังกล่าวนั้น
มีความหมายว่าเจ้าหญิงดอกไม้บาน และเนื่องจากซากุระเป็นดอกไม้ที่นิยมกันมากในญี่ปุ่นสมัยนั้น คำว่าดอกไม้ดังกล่าวจึงหมายถึงดอกซากุระนั่นเอง
เจ้าหญิงองค์ดังกล่าวได้รับพระนามเช่นนั้น ก็เพราะมีเรื่องเล่ามาว่าทรงตกจากสวรรค์ มาบนต้นซากุระ ดังนั้น ดอกซากุระจึงถือเป็นดอกไม้ประจำชาติของญี่ปุ่น
ต้นซากุระในญี่ปุ่นส่วนมากจะเป็นซากุระพันธุ์ Somei Yoshino และ Yamazakura แต่พันธุ์ของซากุระที่พบในประเทศญี่ปุ่นนั้นมีมากกว่าหนึ่งพันธุ์ขึ้นไป ต้นซากุระแต่ละพันธุ์ก็มักจะมีความแตกต่างกันในเรื่องของสี รูปทรงดอก ระยะเวลาที่เริ่มผลิดอก ไปจนถึงระยะเวลาที่ดอกบานเต็มที่จนร่วงหล่นไป โดยมักจะมีการสังเกตได้จากสิ่งต่าง ๆ ดังนี้
จำนวนของกลีบดอก
ดอกของซากุระส่วนใหญ่ในหลาย ๆ สายพันธุ์มักจะมีทั้งหมด 5 กลีบ แต่อย่างไรก็ตามบางพันธุ์ก็มีมากกว่า 5 กลีบขึ้นไป เช่น 10 กลีบ, 20 กลีบ หรือมากกว่าซึ่งมักจะเรียกแบบที่มีกลีบมากกว่า 5 กลีบว่า yaezakura.
แยกประเภทตามสีของดอก
พันธุ์ของซากุระส่วนมากจะเป็นสีชมพู ไปจนถึงม่วง ข่าว แต่ก็ยังมีแบบดอกสีชมพูเข้ม หรือสีเหลืองก็มี สีในบางพันธุ์สามารถเปลี่ยนสีได้คือเวลาดอกซากุระยังตูมจะเป็นสีขาว แต่พอบานเต็มที่ก็จะเปลี่ยนเป็นสีชมพู
ระยะเวลาที่บาน
ซากุระส่วนใหญ่จะบานในฤดูใบไม้ผลิ แต่อย่างไรก็ตามก็ยังมีบานพันธุ์ที่บานก่อนคือช่วงปลายดุใบไม้ร่วงและในช่วงฤดูหนาว สำหรับซากุระประเภท Yaezakura หรือซากุระที่มีมากกว่า 5 กลีบ ซากุระประเภทนี้เมื่อบานก็จะสามารถอยู่ได้ 2-4 สัปดาห์เลยทีเดียว
รูปทรงของลำต้นและพุ่มดอก
ต้นซากุระแต่ละพันธุ์นั้นมีรูปทรง รูปร่างของลำต้น และลักษณะนิสัยที่ต่างกัน รูปทรงของต้นซากุระนั้นมีตั้งแต่แบบ สามเหลี่ยม, ทรงเสา หรือทรงตรง, ทรงตัววี (V-shape), ทรงหยดน้ำ (weeping) , ทรงแบน (flat-topped) เป็นต้น ซึ่งแบบ Weeping นั้นจะเรียกกันว่า shidarezakura.
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)







