ชุด Communication Experiences:Human ,Technology and Society เรื่อง “เทคโนโลยีรุกสื่อ สื่อรุกคน”วันพุธที่ 20 พฤษภาคม 2552 โดยคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
วัตถุประสงค์ :
1.เพื่อเป็นเวทีวิชาการที่เปิดโอกาสให้นักวิชาการที่สนใจเข้าร่วม
นำเสนอผลงานวิชาการที่สอดคล้อง กับหัวข้อการสัมมนาวิชาการจากมหาวิทยาลัยต่างๆ
2.เพื่อเป็นเวทีวิชาการที่มีส่วนร่วมในการตอกย้ำสิทธิความเป็นอยู่ของมนุษย์
ภายใต้ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและการสื่อสารมวลชน
3.เพื่อเป็นเวทีวิชาการที่ร่วมทบทวนเรื่องความจริงของบทบาทของเทคโนโลยีกับ
การสื่อสารมวลชน รวมถึงสิทธิของประชาชนในการตรวจสอบการทำงานของ
ภาคส่วนต่างๆที่ตนเกี่ยวข้องโดยการสื่อสาร ผ่านสื่อมวลชนในรูปแบบใหม่ๆ
4.เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ด้านวิชาการระหว่างอาจารย์
นักวิชาการ และนักศึกษาที่เข้าร่วม
ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ :
1.นักวิชาการและผู้เข้าร่วมสัมมนาได้รับความรู้และได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์
ด้านการวิจัยและวิชาการนิเทศศาสตร์
2.ผู้เข้าร่วมสัมมนาได้รับฟังความคิดเห็น มีความเข้าใจเรื่องบทบาทและ
ความสัมพันธ์ ของเทคโนโลยี สื่อมวลชนและประชาชน
3.ผู้เข้าร่วมสัมมนามีโอกาสสร้างเครือข่ายวิชาการเพื่อพัฒนาสังคมร่วมกัน
ระยะเวลา : วันพุธที่ 20 พฤษภาคม 2552 เวลา 09.30-20.00 น.
ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ :
ดร. กันยิกา ชอว์ kanyikas@gmail.com โทร. 02697-6615,
081-8101084
อาจารย์มานา, อาจารย์นิษฐา ca_research@utcc.ac.th
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ถาวรดา จันทนะสุต แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ถาวรดา จันทนะสุต แสดงบทความทั้งหมด
วันอังคารที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2552
ทำงานกับคอมพิวเตอร์อย่างมีความสุข
ชีวิตในปัจจุบัน ทำให้จำเป็นต้องทำงานกับคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเรียน หรือการพักผ่อนหย่อนใจในโลกไซเบอร์
แต่ถ้าเราทำงานกับคอมพิวเตอร์อย่างไม่ถูกสุขลักษณะ จะก่อให้เกิด
ปัญหาในร่างกาย เช่น ภาวะปวดกล้ามเนื้อเรื้อรัง เอ็นอักเสบหรือ
วุ้นในตาเสื่อม เป็นต้น ลองนำ 10 วิธี ไปปฏิบัติ แล้วคุณจะสามารถ
ทำงานกับคอมพิวเตอร์ได้อย่างมีความสุข
1. ควรตรวจสายตาก่อนทำงานที่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์
และตรวจวัดสายตาซ้ำเป็นระยะ ๆ
2. ผู้ที่แพ้แสงสว่าง ควรได้รับคำแนะนำจากแพทย์
ก่อนปฏิบัติงานร่วมกับคอมพิวเตอร์
3. ควรเปลี่ยนอิริยาบถ หรือยืดกล้ามเนื้อเป็นระยะๆ
ไม่ควรนั่งทำงานกับคอมพิวเตอร์อย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานเกินไป
4. จอจัดแสงที่จอแสดงภาพ (Monitor) ควรเหมาะสม
คือไม่ควรมีแสงกระพริบ หรือวูบวาบ และควรมีความสว่าง
หรือความเข้มของแสงที่เหมาะสม คือ ควรปรับให้ไม่สว่างหรือมืดเกินไป
5. ระยะจากสายตามายังจอคอมพิวเตอร์ ควรมีมุมก้มประมาณ 20 องศา
ระยะห่าง 18-22 นิ้ว
6. การวางตำแหน่งมือที่แป้นพิมพ์ ข้อศอก ควรตั้งฉากกับลำตัว
(ประมาณ 90-120 องศา) เพื่อลดแรงยกที่หัวไหล่
7. การจับ Mouse ไม่ควรให้ข้อมืออยู่ในตำแหน่ง ที่บิดเอียงออก
ทางด้านนอกลำตัว ควรจับในท่าที่ข้อมือเอียงหรือบิดน้อยที่สุด
8. เก้าอี้ ควรสามารถปรับระดับสูงต่ำ ตามสรีระของผู้ใช้งานได้
และต้องมีพนักพิงที่ปรับระดับได้ และที่พักแขน ส่วนเบาะรองนั่ง
ควรมีลักษณะโค้งลาดลง ไม่เป็นสันคม และไม่กดที่ใต้ตำแหน่งของเข่า
9. จอแสดงภาพต้องสามารถปรับมุมก้มเงย หรือเอียงได้
10. หากปวดกล้ามเนื้อหรือเอ็นเรื้อรัง ควรปรึกษาแพทย์
ที่สำคัญ การทำงานทุกการทำงานต่อเนื่องกัน 2 ชั่วโมง ควรมีการหยุดพักประมาณ 10 นาที
ขอบคุณหนังสือ วิทยาการจัดสภาพงานเพื่อเพิ่มผลผลิตและความปลอดภัย
และหนังสือสุขอนามัยของผู้ทำงานกับคอมพิวเตอร์
ข้อมูลโดย นพ.วิชนาท สีบุญเรือง แพทย์อาชีวเวชศาสตร์ รพ.วิภาวดี
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเรียน หรือการพักผ่อนหย่อนใจในโลกไซเบอร์
แต่ถ้าเราทำงานกับคอมพิวเตอร์อย่างไม่ถูกสุขลักษณะ จะก่อให้เกิด
ปัญหาในร่างกาย เช่น ภาวะปวดกล้ามเนื้อเรื้อรัง เอ็นอักเสบหรือ
วุ้นในตาเสื่อม เป็นต้น ลองนำ 10 วิธี ไปปฏิบัติ แล้วคุณจะสามารถ
ทำงานกับคอมพิวเตอร์ได้อย่างมีความสุข
1. ควรตรวจสายตาก่อนทำงานที่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์
และตรวจวัดสายตาซ้ำเป็นระยะ ๆ
2. ผู้ที่แพ้แสงสว่าง ควรได้รับคำแนะนำจากแพทย์
ก่อนปฏิบัติงานร่วมกับคอมพิวเตอร์
3. ควรเปลี่ยนอิริยาบถ หรือยืดกล้ามเนื้อเป็นระยะๆ
ไม่ควรนั่งทำงานกับคอมพิวเตอร์อย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานเกินไป
4. จอจัดแสงที่จอแสดงภาพ (Monitor) ควรเหมาะสม
คือไม่ควรมีแสงกระพริบ หรือวูบวาบ และควรมีความสว่าง
หรือความเข้มของแสงที่เหมาะสม คือ ควรปรับให้ไม่สว่างหรือมืดเกินไป
5. ระยะจากสายตามายังจอคอมพิวเตอร์ ควรมีมุมก้มประมาณ 20 องศา
ระยะห่าง 18-22 นิ้ว
6. การวางตำแหน่งมือที่แป้นพิมพ์ ข้อศอก ควรตั้งฉากกับลำตัว
(ประมาณ 90-120 องศา) เพื่อลดแรงยกที่หัวไหล่
7. การจับ Mouse ไม่ควรให้ข้อมืออยู่ในตำแหน่ง ที่บิดเอียงออก
ทางด้านนอกลำตัว ควรจับในท่าที่ข้อมือเอียงหรือบิดน้อยที่สุด
8. เก้าอี้ ควรสามารถปรับระดับสูงต่ำ ตามสรีระของผู้ใช้งานได้
และต้องมีพนักพิงที่ปรับระดับได้ และที่พักแขน ส่วนเบาะรองนั่ง
ควรมีลักษณะโค้งลาดลง ไม่เป็นสันคม และไม่กดที่ใต้ตำแหน่งของเข่า
9. จอแสดงภาพต้องสามารถปรับมุมก้มเงย หรือเอียงได้
10. หากปวดกล้ามเนื้อหรือเอ็นเรื้อรัง ควรปรึกษาแพทย์
ที่สำคัญ การทำงานทุกการทำงานต่อเนื่องกัน 2 ชั่วโมง ควรมีการหยุดพักประมาณ 10 นาที
ขอบคุณหนังสือ วิทยาการจัดสภาพงานเพื่อเพิ่มผลผลิตและความปลอดภัย
และหนังสือสุขอนามัยของผู้ทำงานกับคอมพิวเตอร์
ข้อมูลโดย นพ.วิชนาท สีบุญเรือง แพทย์อาชีวเวชศาสตร์ รพ.วิภาวดี
วันอาทิตย์ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2552
เทศกาลต่าง ๆ ของญี่ปุ่น
เทศกาลฮินะมัตสุริ (Hina Matsuri) เป็นเทศกาลวันเด็กผู้หญิง จะมีการตกแต่งตุ๊กตาที่แต่งกายแบบพระราชสำนักบนหิ้งเป็นชั้นๆ ในบ้านที่มีลูกสาวยังเด็กอยู่
เทศกาลคะซูกะ (Kasuga Matsuri) ของศาลเจ้าคะซูกะ ในเมืองนารา มีการฟ้อนรำโบราณที่มีอายุเก่าแก่กว่า 1,000 ปี
ระบำมิยะโกะ หรือระบำซากุระ ที่เกียวโต เป็นระบำญี่ปุ่น ที่แสดงโดยนักฟ้อนรำที่เรียกว่า "ไมโกะ" (Maiko)
เทศกาลวันเด็กผู้ชาย จะมีการประดับธงปลาคาร์พหลากสี ตามจำนวนลูกชายของแต่ละบ้าน ซึ่งจะโบกสะบัดโต้ลมฤดูใบไม้ผลิ อย่างสวยงามมาก
วันจันทร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552
วันเสาร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552
วัดโทไดจิ

วัดโทได (「東大寺」, Todai-ji, 東大寺?) เป็นวัดพุทธในเมืองนะระ ประเทศญี่ปุ่น หอไดบุทสึ (Daibutsuden) ที่ตั้งอยู่ในบริเวณวัดได้รับการบันทึกว่าเป็นอาคารไม้ที่ใหญ่ที่สุดในโลก เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปไดบุสึขนาดใหญ่หล่อจากบรอนซ์ นอกจากนี้ วัดนี้ยังเป็นศูนย์กลางของโรงเรียนศาสนาในสายเคงอนอีกด้วย วัดนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในทะเบียนเดียวกับวัด ศาลเจ้า และสถานที่สำคัญอื่นๆอีก 7 แห่งในเมืองนะระ

ประวัติเมื่อครั้งแรกเริ่มสร้าง
ในสมัยเทมเปียว มีผู้ประสบภัยจากภัยธรรมชาติและโรคระบาดอยู่เป็นจำนวนมาก จนกระทั่งปี พ.ศ. 1286 จักรพรรดิโชมุได้ทรงประกาศว่า ประชาชนควรจะร่วมกันสร้างพระพุทธรูปขึ้นเพื่อปกป้องตนเองจากภัยพิบัติ เนื่องจากทรงมีความเชื่อว่าพระพุทธรูปจะช่วยคุ้มครองประชาชนได้ ตามบันทึกที่เก็บรักษาอยู่ในวัดโทไดได้กล่าวว่า มีคนมาช่วยสร้างพระพุทธรูปและหอที่ประดิษฐานมากกว่า 2,600,000 คน การสร้างพระพุทธรูปเริ่มต้นครั้งแรกที่เมืองชิงะระกิ แต่หลังจากเกิดเหตุเพลิงไหม้และแผ่นดินไหวจนมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก ก็ได้ย้ายสถานที่สร้างมายังเมืองนะระใน พ.ศ. 1288 และสร้างเสร็จสมบูรณ์ใน พ.ศ. 1294 ต่อมาใน พ.ศ. 1295 ได้มีการจัดพิธีเบิกพระเนตรเพื่อฉลองพระพุทธรูปองค์ใหม่ โดยมีพระภิกษุชาวอินเดียชื่อว่า Bodai-senna เป็นผู้ประกอบพิธี ตามบันทึกมีผู้มาร่วมพิธีราว 10,000 คน หลังจากนั้นจักรพรรดิโชมุได้ทรงประกาศให้วัดโทไดเป็นวัดประจำจังหวัดยะมะโตะ และเป็นศูนย์กลางของวัดทั่วอาณาจักร
การก่อสร้างขึ้นใหม่หลังสมัยนะระ
พระพุทธรูปไดบุสึถูกสร้างขึ้นใหม่หลายครั้งโดยเหตุผลต่างๆกัน รวมทั้งความเสียหายจากเหตุแผ่นดินไหว และมีการสร้างขึ้นใหม่ 2 ครั้งที่มีสาเหตุจากเหตุเพลิงไหม้ โดยพระหัตถ์ทั้งสองข้างที่เห็นในปัจจุบันนี้สร้างขึ้นในสมัยโมะโมะยะมะ (พ.ศ. 2111-2158) พระเศียรในปัจจุบันนี้ถูกสร้างขึ้นในสมัยเอโดะ (พ.ศ. 2158-2410) และหอที่ประดิษฐานในปัจจุบันนี้สร้างเสร็จสมบูรณ์เมื่อ พ.ศ. 2252 โดยมีขนาดเล็กกว่าอาคารหลังเดิมราว 30% เดิมทีในบริเวณวัดจะมีเจดีย์สูง 100 เมตรอยู่คู่หนึ่ง ซึ่งจัดว่าเป็นอาคารที่สูงที่สุดในโลกในยุคหลังจากการสร้างพีระมิด แต่ได้พังทลายลงเนื่องจากแผ่นดินไหว
ข้อมูลทั่วไปของพระพุทธรูป
พระพุทธรูปไดบุทสึที่วัดโทได
ความสูงทั้งองค์ : 14.98 เมตร
ความสูงของพระพักตร์ : 5.33 เมตร
ความยาวของพระเนตร : 1.02 เมตร
ความกว้างของพระนาสิก : 0.5 เมตร
ความยาวของพระกรรณ : 2.54 เมตร
น้ำหนักรวม : 500 ตัน
ที่มา: www.wikipedia.com
ป้ายกำกับ:
ถาวรดา จันทนะสุต
วัดคิโยะมิซึ
วัดคิโยะมิซึ (「清水寺」, Kiyomizudera, 清水寺?) ตั้งอยู่ทางตะวันออกของจังหวัดเกียวโตะ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งของจังหวัด ประวัติของวัดย้อนหลังไปได้ถึงปี 798 แต่อาคารต่างๆที่เห็นในปัจจุบันถูกสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2176 ชื่อของวัดซึ่งมีความหมายว่าน้ำบริสุทธิ์ มีที่มาจากน้ำตกที่ไหลผ่านเนินเขาลงมาบริเวณวัด เมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2549 วัดคิโยะมิซึได้รับการเสนอชื่อเข้าร่วมพิจารณาคัดเลือกให้เป็น7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่ และอาคารหลักของวัดนี้ยังได้รับคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในสมบัติประจำชาติญี่ปุ่นอีกด้วย 
อาคารหลักของวัดคิโยะมิซึเป็นที่รู้จักจากระเบียงขนาดใหญ่สูง 13 เมตร มีเสาไม้กว่าร้อยต้นรองรับ สร้างยื่นออกจากด้านข้างของเนินเขา จากระเบียงนี้สามารถมองเห็นทิวทัศน์ที่สวยงามของเมืองเกียวโตะได้ วลีที่กล่าวว่า "กระโดดจากระเบียงวัดคิโยะมิซึ" มีความหมายพ้องกับคำกล่าวในภาษาอังกฤษที่ว่า "To take the plunge" ซึ่งหมายความว่า ตัดสินใจกะทันหัน หรือกล้าตัดสินใจ วลีนี้มีที่มาจากความเชื่อในสมัยเอะโดะที่ว่า หากผู้ใดสามารถกระโดดจากระเบียงวัดแล้วสามารถรอดชีวิตได้ ความปรารถนาของผู้นั้นจะสัมฤทธิ์ผล

ทิวทัศน์เมืองเกียวโตะ มองจากระเบียงวัดคิโยะมิซึ
คำอธิบายที่น่าจะเป็นไปได้ในการรอดชีวิตจากการกระโดดระเบียงคือ ด้านล่างของระเบียงมีต้นไม้ขึ้นอยู่หนาแน่น ซึ่งอาจจะชะลอแรงจากการตกได้บ้าง ในปัจจุบันทางวัดห้ามมิให้มีการกระโดดระเบียง แต่ในสมัยเอโดะมีการบันทึกไว้ว่า มีผู้มากระโดดถึง 234 คน และรอดชีวิตได้คิดเป็นร้อยละ 85.4 ของทั้งหมด
ข้างใต้อาคารหลักคือ น้ำตกโอตะวะ ซึ่งเป็นสายน้ำ 3 สายไหลลงสู่บ่อน้ำ ผู้มาเยี่ยมชมวัดมักจะมาดื่มน้ำจากน้ำตกนี้ด้วยถ้วยโลหะ ด้วยความเชื่อว่าสามารถบำบัดรักษาโรคภัยไข้เจ็บได้ และยังเชื่อกันว่าการดื่มน้ำจากสายน้ำตกทั้ง 3 นี้ มีความหมายถึงสุขภาพ อายุยืนยาว และความสำเร็จในการศึกษา
ภายในบริเวณวัดเป็นที่ตั้งของศาลเจ้าอื่นๆจำนวนมาก ที่เป็นที่รู้จักดีคือ ศาลเจ้าจิชู (Jishu-jinja) ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อสักการะเทพโอะคุนินุชิโนะ มิโกะโตะ (Okuninushino Mikoto) เทพแห่งความรักและเนื้อคู่ ภายในศาลเจ้ามี"ก้อนหินแห่งความรัก" 2 ก้อน ตั้งอยู่ห่างกัน 18 เมตร เชื่อกันว่า หากสามารถหลับตาเดินจากก้อนหินก้อนหนึ่งไปยังอีกก้อนหนึ่งได้ จะสมปรารถนาในความรัก

อาคารหลักของวัดคิโยะมิซึเป็นที่รู้จักจากระเบียงขนาดใหญ่สูง 13 เมตร มีเสาไม้กว่าร้อยต้นรองรับ สร้างยื่นออกจากด้านข้างของเนินเขา จากระเบียงนี้สามารถมองเห็นทิวทัศน์ที่สวยงามของเมืองเกียวโตะได้ วลีที่กล่าวว่า "กระโดดจากระเบียงวัดคิโยะมิซึ" มีความหมายพ้องกับคำกล่าวในภาษาอังกฤษที่ว่า "To take the plunge" ซึ่งหมายความว่า ตัดสินใจกะทันหัน หรือกล้าตัดสินใจ วลีนี้มีที่มาจากความเชื่อในสมัยเอะโดะที่ว่า หากผู้ใดสามารถกระโดดจากระเบียงวัดแล้วสามารถรอดชีวิตได้ ความปรารถนาของผู้นั้นจะสัมฤทธิ์ผล

ทิวทัศน์เมืองเกียวโตะ มองจากระเบียงวัดคิโยะมิซึ
คำอธิบายที่น่าจะเป็นไปได้ในการรอดชีวิตจากการกระโดดระเบียงคือ ด้านล่างของระเบียงมีต้นไม้ขึ้นอยู่หนาแน่น ซึ่งอาจจะชะลอแรงจากการตกได้บ้าง ในปัจจุบันทางวัดห้ามมิให้มีการกระโดดระเบียง แต่ในสมัยเอโดะมีการบันทึกไว้ว่า มีผู้มากระโดดถึง 234 คน และรอดชีวิตได้คิดเป็นร้อยละ 85.4 ของทั้งหมด
ข้างใต้อาคารหลักคือ น้ำตกโอตะวะ ซึ่งเป็นสายน้ำ 3 สายไหลลงสู่บ่อน้ำ ผู้มาเยี่ยมชมวัดมักจะมาดื่มน้ำจากน้ำตกนี้ด้วยถ้วยโลหะ ด้วยความเชื่อว่าสามารถบำบัดรักษาโรคภัยไข้เจ็บได้ และยังเชื่อกันว่าการดื่มน้ำจากสายน้ำตกทั้ง 3 นี้ มีความหมายถึงสุขภาพ อายุยืนยาว และความสำเร็จในการศึกษา
ภายในบริเวณวัดเป็นที่ตั้งของศาลเจ้าอื่นๆจำนวนมาก ที่เป็นที่รู้จักดีคือ ศาลเจ้าจิชู (Jishu-jinja) ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อสักการะเทพโอะคุนินุชิโนะ มิโกะโตะ (Okuninushino Mikoto) เทพแห่งความรักและเนื้อคู่ ภายในศาลเจ้ามี"ก้อนหินแห่งความรัก" 2 ก้อน ตั้งอยู่ห่างกัน 18 เมตร เชื่อกันว่า หากสามารถหลับตาเดินจากก้อนหินก้อนหนึ่งไปยังอีกก้อนหนึ่งได้ จะสมปรารถนาในความรัก
วัดคิโยะมิซิเป็นสถานที่ที่มีผู้มาเยี่ยมชมมากที่สุดแห่งหนึ่งของจังหวัด จึงมีพ่อค้านำสินค้ามาขายในบริเวณวัดมากมาย สินค้าส่วนใหญ่จะเป็นเครื่องราง เครื่องหอม ธูป เทียน หรือกระดาษเสี่ยงทายโชคชะตา
อาคารหลักของวัดคิโยะมิซึในฤดูใบไม้ผลิ
เสาไม้รองรับระเบียงวัดคิโยะมิซึ
น้ำตกโอตะวะ
เสาประตูศาลเจ้าจิชู
เจดีย์
รูปสลักหินปกคลุมด้วยต้นเฟิร์นที่มา: http://www.wikipedia.org/
ป้ายกำกับ:
ถาวรดา จันทนะสุต
วันพุธที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552
Profile Thaworada Chantanasut
การศึกษา:
- กำลังศึกษาระดับปริญญาเอก ศิลปกรรมศาสตรดุษฎีบัณฑิต
สาขาวิชาดุริยางค์ตะวันตก คณะศิลปกรรมศาสตร์
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย - ปริญญาศิลปกรรมศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาดนตรีชาติพันธุ์วิทยา
คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ - ปริญญาศิลปบัณฑิต สาขาวิชาดนตรีสากล
คณะนาฏศิลป์และดุริยางค์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี - ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) วิชาเอกบัญชี โรงเรียนเซนต์จอห์นอาชีวศึกษากรุงเทพ
- ประกาศนียบัตร หลักสูตรครู 3 ปี โรงเรียนดนตรีสยามกลการ
ทุน:
- รับทุนวิจัยระดับปริญญามหาบัณทิต
จากบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ - ทุนการศึกษาระดับปริญญาตรี
จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี - ทุนการศึกษาระดับปริญญาโท
จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี - ทุนการศึกษาระดับปริญญาเอก
จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี
ประวัติการทำงาน:
- ปัจจุบัน อาจารย์ระดับ 6
คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี - หัวหน้าสาขาวิชาดุริยางค์สากลและหัวหน้าสาขาวิชาคีตศิลป์สากล
- รองคณบดีฝ่ายกิจการพิเศษ คณะนาฏศิลป์และดุริยางค์
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (2546-2549) - หัวหน้าแผนกประชาสัมพันธ์ คณะนาฏศิลป์และดุริยางค์
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (2546-2549) - หัวหน้าแผนกบัญชี คณะนาฏศิลป์และดุริยางค์
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (2546-2549) - คณะกรรมการบริหารภาควิชานาฏดุริยางคศิลป์
- คณะกรรมการจัดสรรงบประมาณ ประจำปี 2550
- คณะกรรมการอำนวยการเลือกตั้งผู้แทนคณาจารย์ประจำเป็นกรรมการสรรหาคณบดี
- คณะกรรมการดำเนินงานด้านการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม
- คณะกรรมการสหกิจศึกษา
- คณะกรรมการการพิจารณาเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา
- คณะกรรมการยกร่างหลักสูตรศิลปมหาบัณฑิต
ทางด้านนาฏศิลป์และดนตรี - คณะกรรมการพัฒนาหลักสูตรระดับปริญญาตรี (5 ปี)
- คณะกรรมการอำนวยการวิพากษ์หลักสูตรศึกษาศาสตรบัณฑิต(5 ปี)
- คณะกรรมการดำเนินงานฝึกสอน หลักสูตรศึกษาศาสตรบัณฑิต(5 ปี)
- คณะกรรมการพิจารณาการเลื่อนขั้นเงินเดือนข้าราชการ
- คณะกรรมการสอบคัดเลือกเข้าศึกษาต่อระดับปริญญาตรี
- คณะกรรมการสอบศิลปนิพนธ์ หลักสูตรศึกษาศาสตรบัณฑิต (5 ปี)
- คณะกรรมการโครงการบริการสังคม การฝึกอบรมดนตรีสากล
หลักสูตรระยะสั้น ภาคฤดูร้อน - คณะกรรมการโครงการเผยแพร่นาฏศิลป์และดนตรีสู่ชุมชน
ฝึกอบรมนาฏศิลป์และดนตรี บริการวิชาการให้กับบุคคลทั่วไป - คณะกรรมการโครงการพิธีไหว้ครูและพิธีครอบครูนาฏศิลป์และดนตรี
- คณะกรรมการโครงการบูชาแผ่นดินไทย รวมดวงใจเทิดไท้องค์ราชัน
- คณะกรรมการดำเนินงานจัดข้อมูล เพื่อตรวจประเมินการรับรองมาตรฐานวิชาชีพครู
จากสำนักเลขาธิการคุรุสภา - คณะกรรมการควบคุมดูแลกิจกรรมรับน้องใหม่และประชุมเชียร์
- คณกรรมการจัดทำรายงานประเมิน(SAR)
- คณะอนุกรรมการแผนกดุริยางค์ การจัดงานพระราชทานปริญญาบัตร
- คณะกรรมการสรรหาบุคลากร เพื่อเข้ารับการคัดเลือกรางวัล
"หม่อมงามจิตต์บุรฉัตร" - คณะกรรมการโครงการเครือข่ายพัฒนาดนตรีในระดับอุดมศึกษา
จัดโดย สถาบันดนตรียามาฮ่า - คณะกรรมการโครงการดนตรีบำบัด ณ สถานสงเคราะห์หญิง
บ้านธัญญพร จ.ปทุมธานี - อาจารย์พิเศษ โรงเรียนดนตรีสยามจันทร์วินิต
- อาจารย์พิเศษ โรงเรียนดนตรีสยามบางพลัด
- อาจารย์พิเศษ โรงเรียนดนตรีสยามรัชโยธิน
- ที่ปรึกษาโครงการธนาคารความดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
- ที่ปรึกษาโครงการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพ
จัดโดยโรงเรียนเมืองเอกศึกษา จ.ปทุมธานี
กรรมการหน่วยงานภายนอก:
- กรรมการตัดสินประกวดขับร้องเพลงประสานเสียง
ณ โรงเรียนปทุมวิไล จ.ปทุมธานี - กรรมการตัดสินการประกวดขับร้องเพลงประสานเสียง
ณ สำนักงานวัฒนธรรม จ.ปทุมธานี - กรรมการตัดสิน การแข่งขันวงดนตรี
ณ โรงเรียนธัญรัตน์ จ.ปทุมธานี - กรรมการตัดสิน การประกวดขับร้องเพลงลูกทุ่ง
ณ โรงเรียนวัดหว่านบุญ จ.ปทุมธานี - กรรมการตัดสิน การประกวดร้องเพลง เนื่องในวันแม่
- กรรมการตัดสิน การขับร้องเพลงลูกทุ่ง
ในงานลอยกระทง - กรรมการตัดสิน การประกวดขับร้องประสานเสียง
ณ โรงเรียนสตรีนนทบุรี จ.นนทบุรี
ฝึกอบรม สัมมนา ศึกษาดูงาน:
- เข้าร่วมโครงการฝึกอบรมและแลกเปลี่ยนศิลปวัฒนธรรม
ด้านนาฏศิลป์และดนตรี ณ Toyonaka Internation Friendship
Association(TIFA) ประเทศญี่ปุ่น - เข้าร่วมประชุมนานาชาติ เรื่อง The 6th Asia-Pacific Symposium
on Music Education Research (APSMER 2007)
จัดโดยคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย - จัดโครงการศึกษาดูงานด้านวัฒนธรรม นาฏศิลป์และดนตรี
ณ ประเทศเกาหลี - ศึกษาดูงานแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรม ณ ประเทศสิงคโปร์
- ศึกษาดูงานสหกิจศึกษา ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี
- ฝึกอบรม "ดนตรีโลก" จัดโดยสมาคมครูดนตรี
- สัมมนา เรื่อง "การเพิ่มศักยภาพการเรียนการสอนดนตรี
ณ มหาวิทยาลัยรังสิต - ฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการสร้างสรรค์วรรณกรรมเพลงไทยลูกทุ่ง"ครูเพลง"
จัดโดย หออัครศิลปิน - ฝึกอบรมหลักสูตรการวิจัยเชิงคุณภาพและการวิจัยเชิงคุณภาพ
จัดโดยศูนย์ศึกษาและฝึกอบรมการวิจัย - ฝึกอบรมหลักสูตรนักวิจัย ระยะที่ 1
จัดโดยศูนย์ศึกษาและฝึกอบรมการวิจัย - เข้าร่วมโครงการสัมมนาผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปกรรมบำบัด
จัดโดยสถาบันราชานุกูล - ฝึกอบรม Internal Auditor ISO 9001:2000
- สัมมนา เรื่อง การปฏิรูปการเรียนการสอนระดับอุดมศึกษา
ผลงานทางวิชาการ:
- โครงการผลิตตำราและพัฒนาสื่อสารการเรียนรู้ด้วยตนเอง(e-learning)
ตำราชื่อ "ดนตรีพื้นเมืองภาคใต้" - โครงการจัดทำแบบตำราทางวิชาการวิชา ตำราชื่อ"โสตทักษะ"
- บริการวิชาการ โครงการถ่ายทอดการแสดงนาฏศิลป์และดนตรีสู่ชุมชน
- บทความทางวิชาการ เรื่อง "จันทร์ไม่จากฟ้าราชินีลูกทุ่ง"
- งานวิจัย เรื่อง "พุ่มพวง ดวงจันทร์: จุดพลิกผันของเพลงลูกทุ่งไทย"
เข็มพระราชทาน:
- รับเข็มพระราชทานจาก พระเจ้าวรศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี
พระวรราชาธินัดดามาตุ ร่วมจัดแสดงดนตรีการกุศล
งานคอนเสิร์ตการกุศล "เศรษฐกิจพอเพียง ร้อยเรียงร่วมใจ
ห่วงใยชาวใต้" ณ หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ท่าพระจันทร์
งานการสอน:
- วิชาโสตทักษะ
- วิชาศิลปนิพนธ์และกิจกรรมการแสดง
- วิชาปฏิบัติคีตศิลป์สากล
- วิชาปฏิบัติดุริยางค์สากล
- วิชาการฝึกสอนดุริยางค์สากล
- วิชาทักษะปฏิบัติเปียโน
- วิชาซอลเฟจจิโอและการขับร้อง
- วิชาการบรรเลงในวงดนตรี
สถานที่ติดต่อ:
- คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี
39 หมู่ 1 ถนนรังสิต-นครนายก
ต.คลองหก อ.ธัญบุรี
จ. ปทุมธานี 12110
E-mail: darrida@windowslive.com
วันจันทร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552
ชุดกิโมโน
Kimono
kimono กับ yukata แตกต่างกันอย่างไรตอบ kimono มีหลายชั้นเวลาใส่ต้องมีความชำนาญ เนื้อผ้าทำจากผ้าไหมราคาแพง ส่วน yukata ส่วนใหญ่ทำจากผ้าฝ้าย และสามารถสวมใส่ได้ในฤดูร้อนมักใช้ในงานเทศกาล
Kimono ถ้าแปลตามตัวอักษรคันจิจะแปลว่า "เครื่องนุ่งห่ม,เสื้อผ้า,เครื่องอาภรณ์" และมีวิวัฒนาการความเป็นมาที่ยาวนานคู่กับประเทศญี่ปุ่นมาตั้งแต่สมัยโบราณ และเป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลายจนกระทั่งกลายเป็นภาพติดตาเมื่อกล่าวถึงประเทศญี่ปุ่น ก็ต้องนึกถึงภาพคนญี่ปุ่นในชุดกิโมโนที่สวยงาม Kimono มีหลากหลายรูปแบบที่แตกต่างกันแล้วแต่โอกาสในการใส่ และเปลี่ยนรูปแบบไปตามฤดูกาล รวมถึงการสวมใส่ของแต่ละคน แต่ละเพศ แต่ละวัยก็ทำให้ Kimono เปลี่ยนรูปแบบไปต่าง ๆ


ปัจจุบันผู้ที่สวมใส่ Kimono ไม่ได้มีเพียงแต่คนแก่เท่านั้น วัยรุ่นก็ต้องใส่ในงานพิธีต่าง ๆ เช่น วันฉลอง
อายุครบ 20 ปี , วันจบการศึกษา (ในบางโรงเรียน) เป็นต้น Kimono เป็นชุดที่มีราคาค่อนข้างสูง จึงนิยมมอบให้เป็นมรดกตกทอดแก่ลูกหลานอีกด้วย แต่ก็มีคนรุ่นใหม่ไม่น้อยที่ไม่สามารถสวมกิโมโน หรือผูกโอบิได้ถูกต้อง จึงได้มีโรงเรียนสำหรับสอนการสวมใส่กิโมโนเกิดขึ้น เนื้อผ้ากิโมโนนั้นมีทั้งผ้าฝ้ายและผ้าไหมแต่ถ้าเป็นไหมก็จะสวยงามมาก
ส่วนประกอบของกิโมโน
yuki - แขนเสื้อdoura - ซับในส่วนบน
sodetsuke - แนวตะช่องแขนเสื้อ
ushiromigoro - เส้นแบ่งส่วนหลัง
fuki - ชายกิโมโน
sode - แขนเสื้อ
uraeri - ปกเสื้อด้านใน
okumi - แผ่นคอเสื้อด้านหน้า
miyatsukuchi - ช่องเปิดใต้แขน
furi - ชายใต้แขนเสื้อ
tomoeri - ปกเสื้อ
eri - ปกเสื้อ
susomawashi - ตะเข็บ
maemigoro - สาบเสื้อด้านหน้า
tamoto - โพลงใต้แขนเสื้อ
Nagajugan - ชุดชั้นในสำหรับกิโมโน ใช้สวมใต้กิโมโน ส่วนใหญ่จะเป็นสีขาวเนื้อผ้าบางเบา
ชาวญี่ปุ่นจะสวมชุดกิโมโน ในโอกาสสำคัญบางโอกาส คือ พิธีบรรลุนิติภาวะ, งานแต่งงาน และพิธีเข้าศึกษาในสถาบันการศึกษา เท่านั้น นอกจากนั้นส่วนใหญ่จะเป็นผู้หญิงที่นิยมใส่กิโมโนไปในพิธี แต่โดยทั่วไปแล้วมักใส่ชุดเช่นเดียวกับชาวยุโรปทั่วไป ซึ่งชุดต่าง ๆ เหล่านี้ ถูกนำเข้าที่ญี่ปุ่นตั้งแต่ยุคสมัยเมจิ (MEIJI ERAS) นับจากนั้นมาเสื้อผ้าแบบฝรั่งกลับเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของชาวญี่ปุ่นมากกว่ากิโมโน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่วัยรุ่น ไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิง จะนิยมใส่ยีนส์กันมาก กิโมโน ถือว่าเป็นชุดญี่ปุ่น (WAFUKU) เป็นเสื้อผ้าที่ตัดเป็นเส้นตรงเย็บจากผ้ารูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าไม่ว่าจะเป็นคนสูง - เตี้ย - อ้วน - ผอม สามารถใส่ชุดกิโมโนได้สบายได้สบาย ซึ่งสิ่งนี้ถือว่าเป็นข้อดีของกิโมโนเพราะตัดเพียงขนาดเดียวสามารถนำมาใส่ได้หมาะสมกับรูปร่างคนใส่ได้ทั้งหมด
ชุดกิโมโนอาจมีกำเนิดมาเช่นเดียวกับ ผ้า FUROSHIKI ซึ่งนำมาใช้ห่อของ แต่กลับนำมาห่อหุ้มร่างกาย แต่ชุดกิโมโนชุดใหญ่ที่นำมาใส่ในพิธีสำคัญ เช่น พิธีแต่งงาน พิธีบรรลุนิติภาวะ เป็นชุดที่มีราคาแพงมากบางชุดมีมูลค่าสูงเป็นหลายล้านเยนทีเดียว ดังนั้นการเลือกสีและลายจึงเป็นสิ่งจำเป็นมาก เนื่องจากว่าต้องสามารถนำชุดที่มีราคาแพงมาใส่ได้แม้ว่าเวลาผ่านไปหลายปี และผู้ใส่มีอายุสูงขึ้นแล้วก็ตาม แต่ปัจจุบันนี้กิโมโนแทบจะไม่มีผู้ใส่แล้วเนื่องจากใส่ยาก, ใส่แล้วอึดอัด ต้องคอยระมัดระวังไม่สามารถทำตัวตามสบายได้ รวมถึงราคาสูงมาก เป็นต้น แต่ชุดกิโมโนที่ยังมีอยู่นิยมใส่อยู่คือ ชุด YUKATA
ชุด YUKATA เป็นชุดกิโมโนประเภทหนึ่งทำด้วยผ้าฝ้ายสำหรับใส่ในฤดูร้อน เมื่อเทียบกับชุดกิโมโนอื่น ๆ ซึ่งส่วนใหญ่ตัดเป็นผ้าไหมแล้ว ชุดยูกาตะมีราคาถูกสามารถซักทำความสะอาดได้ง่าย จึงมีผู้นิยมใส่กันอยู่ โดยเฉพาะเด็ก ๆ แทบจะทุกคนเคยสวมชุดยูกาตะ รำวงญี่ปุ่นที่เรียกว่า "BON ODORI" ในตอนสวมชุดกิโมโน ต้องสวมถุงเท้าที่เรียกว่า "ZORI" และรองเท้าเกี๊ยะ ที่เรียก "GETA" "สวมใส่ยูกาตะต้องสวม GETA" ในอดีตจนถึงราวทศวรรษที่ 1950 ชาวญี่ปุ่นสวมรองเท้าเกี๊ยะกับเสื้อผ้าทั่วไป ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาแม้ในเมืองจะพบเห็นร้านขายรองเท้าเกี๊ยะ และมีคนขายนั่งทำรองเท้าเกี๊ยะอยู่ในร้านด้วยแต่ในปัจจุบันนี้ร้านรองเท้าเกี๊ยะแทบจะไม่ได้พบเห็นหลังจากวัฒนธรรมจากตะวันตกเข้าสู่ประเทศญี่ปุ่น ได้เปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมดั้งเดิมของชาวญี่ปุ่นให้หายไปทีละน้อย จนแทบจะไม่สามารถพบเห็นกันได้ง่าย ๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่หน้าเสียดายอุปกรณ์อื่น ๆ เช่น โอบิ, รองท้อง (geta) , ถุงเท้า ฯลฯ




ที่มา: http://www.japankiku.com/tour/kimono.html
ป้ายกำกับ:
ถาวรดา จันทนะสุต
วันเสาร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552
สำนวนภาษาญี่ปุ่นขั้นพื้นฐาน
1. Hajimemashite. สวัสดีครับ(เมื่อพบกันครั้งแรก)
2. O-namae wa? คุณชื่ออะไร
3. Rii desu. ชื่อ ลี
4. O-kuni wa? คุณมาจากประเทศอะไร
5. Tai kara kimashita. มาจากประเทศไทย
6. O-shigoto wa? คุณทำงานอะไร
7. Komuin desu. เป็นข้าราชการ
8. Dozo yoroshiku. ยินดีที่ได้รู้จัก
9. Rii-san desu ka? คุณ ลี ใช่ไหม
10. Hai, so desu. ใช่
11. (O-kuni wa) Mareishia desu ka? คนมาเลเซียใช่ไหม
12. lie, chigaimasu. Tai desu. ไม่ใช่ เป็นคนไทย
13. A, so desu ka. อย่างนั้นหรือ
14. Ohaya gozaimasu. สวัสดี (ตอนเช้า)
15. Konnichiwa. สวัสดี (ตอนบ่าย)
16. Konbanwa. สวัสดี (ตอนเย็น)
17. Sayonara. Ja, mata. ลาก่อน พบกันใหม่
18. Arigato gozaimasu. ขอบคุณ
19. Do itashimashite. ไม่เป็นไร
20. Sumimasen. ขอโทษ
21. Daijobu desu. ไม่เป็นไร
22. Dame desu. ไม่ได้
23. Mo ichido onegai-shimasu. กรุณาพูดอีกครั้ง
24. Sumimasen. ขอโทษ ห้องน้ำอยู่ที่ไหน
Toire wa doko desu ka?
25. Sumimasen. ขอโทษ นี่เท่าไหร่
Kore wa ikura desu ka?
26. Kore o Kudasai. เอาอันนี้
27. Ja, kekko desu. ไม่ซื้อ
28. Takai desu. แพง
29. Nihongo, wakarimasen. ไม่รู้ภาษาญี่ปุ่น
30. Eigo, dekimasu ka? คุณพูดภาษาอังกฤษได้ไหม
31. Ojama-shimasu. ขอโทษที่มารบกวน
32. O-sewa ni narimasu. ขอบคุณมากที่ให้เลี้ยงดูแล
33. Tai no o-miyage desu. Dozo.นี่เป็นของที่ระลึกจากเมืองไทย เชิญ
34. Itadakimasu. ขอบคุณ
35. Oishii desu. อร่อย
36. Kirei desu. สวย
37. Shashin, issho ni ii desu ka? ขอถ่ายรูปด้วยกัน
38. Kore wa nan desu ka? นี่อะไร
39. Atama ga itai desu. ปวดหัว
40. Kore wa watashi no jusho desu. ที่อยู่ของผม
41. Jusho o oshiete kudasai. กรุณาบอกที่อยู่ของคุณ
42. Tegami o kakimasu. จะเขียนจดหมายถึงคุณ
43. Iroiro arigato gozaimashita. ขอบคุณมากสำหรับทุกอย่าง
44. Tai e kite kudasai. ขอเชิญมาประเทศไทย
45. Mata aimasho. พบกันไหม่
46. Minasan ni yoroshiku. ฝากความคิดถึงถึงทุกคน
47. Zero, ichi, ni, san, yon(shi), ศูนย์ หนึ่ง สอง สาม สี่
go, roku, nana(shichi), hachi, ห้า หก เจ้ด แปด
kyu(ku), ju เก้า สิบ
48. Oyasuminasai ราตรีสวัสดิ์(เวลาเข้านอน)
ที่มา: จากหนังสือ Japan International Cooperation Agency
2. O-namae wa? คุณชื่ออะไร
3. Rii desu. ชื่อ ลี
4. O-kuni wa? คุณมาจากประเทศอะไร
5. Tai kara kimashita. มาจากประเทศไทย
6. O-shigoto wa? คุณทำงานอะไร
7. Komuin desu. เป็นข้าราชการ
8. Dozo yoroshiku. ยินดีที่ได้รู้จัก
9. Rii-san desu ka? คุณ ลี ใช่ไหม
10. Hai, so desu. ใช่
11. (O-kuni wa) Mareishia desu ka? คนมาเลเซียใช่ไหม
12. lie, chigaimasu. Tai desu. ไม่ใช่ เป็นคนไทย
13. A, so desu ka. อย่างนั้นหรือ
14. Ohaya gozaimasu. สวัสดี (ตอนเช้า)
15. Konnichiwa. สวัสดี (ตอนบ่าย)
16. Konbanwa. สวัสดี (ตอนเย็น)
17. Sayonara. Ja, mata. ลาก่อน พบกันใหม่
18. Arigato gozaimasu. ขอบคุณ
19. Do itashimashite. ไม่เป็นไร
20. Sumimasen. ขอโทษ
21. Daijobu desu. ไม่เป็นไร
22. Dame desu. ไม่ได้
23. Mo ichido onegai-shimasu. กรุณาพูดอีกครั้ง
24. Sumimasen. ขอโทษ ห้องน้ำอยู่ที่ไหน
Toire wa doko desu ka?
25. Sumimasen. ขอโทษ นี่เท่าไหร่
Kore wa ikura desu ka?
26. Kore o Kudasai. เอาอันนี้
27. Ja, kekko desu. ไม่ซื้อ
28. Takai desu. แพง
29. Nihongo, wakarimasen. ไม่รู้ภาษาญี่ปุ่น
30. Eigo, dekimasu ka? คุณพูดภาษาอังกฤษได้ไหม
31. Ojama-shimasu. ขอโทษที่มารบกวน
32. O-sewa ni narimasu. ขอบคุณมากที่ให้เลี้ยงดูแล
33. Tai no o-miyage desu. Dozo.นี่เป็นของที่ระลึกจากเมืองไทย เชิญ
34. Itadakimasu. ขอบคุณ
35. Oishii desu. อร่อย
36. Kirei desu. สวย
37. Shashin, issho ni ii desu ka? ขอถ่ายรูปด้วยกัน
38. Kore wa nan desu ka? นี่อะไร
39. Atama ga itai desu. ปวดหัว
40. Kore wa watashi no jusho desu. ที่อยู่ของผม
41. Jusho o oshiete kudasai. กรุณาบอกที่อยู่ของคุณ
42. Tegami o kakimasu. จะเขียนจดหมายถึงคุณ
43. Iroiro arigato gozaimashita. ขอบคุณมากสำหรับทุกอย่าง
44. Tai e kite kudasai. ขอเชิญมาประเทศไทย
45. Mata aimasho. พบกันไหม่
46. Minasan ni yoroshiku. ฝากความคิดถึงถึงทุกคน
47. Zero, ichi, ni, san, yon(shi), ศูนย์ หนึ่ง สอง สาม สี่
go, roku, nana(shichi), hachi, ห้า หก เจ้ด แปด
kyu(ku), ju เก้า สิบ
48. Oyasuminasai ราตรีสวัสดิ์(เวลาเข้านอน)
ที่มา: จากหนังสือ Japan International Cooperation Agency
ป้ายกำกับ:
ถาวรดา จันทนะสุต
History Taiko Drums in Japan
Taiko
Taiko (太鼓?) means "drum" in Japanese (etymologically "great" or "wide drum"). Outside Japan, the word is often used to refer to any of the various Japanese drums (和太鼓, 'wa-daiko', "Japanese drum", in Japanese) and to the relatively recent art-form of ensemble taiko drumming (sometimes called more specifically, "kumi-daiko" (組太鼓)

Taiko drummers in Aichi, Japan
Japanese http://en.wikipedia.org/wiki/Taikohave been developed into a wide range of percussion instruments that are used in both Japanese folk and classical musical traditions.
Taiko, in general, are stick percussion instruments. With the exception of the kotsuzumi and ootsuzumi, all taiko are struck with bachi. They have heads on both sides of the drum body, and a sealed resonating cavity. Taiko are also characterized by a high amount of tension on the drums heads, with a correspondingly high pitch relative to body size. This high tension likely developed in response to Japan's wet and humid summers when most festivals take place. Many taiko are not tunable, and a drum with high head tension would counteract the slacking effects of humidity.
Display of the manufacturing of a Taiko drum
Byou-uchi daiko are typically hollowed out of a single piece of wood. The preferred wood is keyaki (欅) due to its density and beautiful grain, but a number of other woods are used, grouped under the generic term meari (目有). Byou-uchi daiko cannot be tuned, and their sizes are limited by the diameter of the tree they are made from.
The typical byou-uchi daiko is the nagado-daiko (長胴太鼓, long-body taiko). The nagado-daiko is an elongated drum, roughly shaped like a wine barrel, that can be shifted in many different ways that affect the sound of the instrument. The drum can also be played by more than one performer at the same time. This style of drum also signifies the family of drums that are made from a single piece of wood. Nakado-daiko are available in a variety of sizes, from 1.0 shaku (12" in head diameter), to 3.0 shaku in 1 sun increments. The chu-daiko is a medium sized nakado-daiko. Nagado-daiko over 3.0 shaku are also available, but they are referred to as ōdaiko (大太鼓 great drum). Smaller byou-uchi daiko such as the sumo-daiko and hayashi-daiko also exist.
The "N" odaiko, with a length of 2.4 m, a maximum diameter of 2.4 m, and a weight of 3 tons. Made out of a single piece of wood from a 1200 year old tree
One of the most defining drums of any Taiko ensemble would be the ōdaiko. The ōdaiko is the largest drum in all of Taiko if not the entire world. Some of the drums are so large that they cannot even be moved so they’ve taken up residence inside of a temple or shrine. Made from a single piece of wood, some ōdaiko can come from trees that are hundreds of years old.
Tsukeshime-daiko (付締め太鼓) are available in a wide variety of styles, and are tunable. This style of taiko is typically tensioned before each performance. The tensioning system is usually rope, but bolt systems and turnbuckles have been used as well. Tsukeshime-daiko can either have stitched heads placed on bodies carved from single piece of wood, such as the shime-daiko and tsuzumi, or stitched heads placed on a stave-construction body such as the okedo-daiko.
The shime-daiko is roughly snare-drum sized, and is generally available in five sizes - Namizuke, or number 1 size, is the lightest and is used in classical theater such as noh and kabuki. Nichougakke, or number 2, are usually used by amateur players for its light and yet sturdy frame. sanchou - gochou; number 3 to number 5 are used by semi-professional to world class performance groups.
An ornately painted tsuri-daiko, used in gagaku music
Other Japanese taiko include the uchiwa-daiko (団扇太鼓、fan taiko), hira-daiko (平太鼓, flat taiko), o-daiko (大太鼓, big taiko), and a host of percussion instruments used in Japan's traditional noh, gagaku, and kabuki ensembles.
The Aomori region is famous for the Nebuta festival where huge okedo are played by many people while carted through the streets. The Okedo has its own upright stand which was invented by Asano Taiko Drum Company.
Again, like the nagado-daiko, the okedo has a rim sound, called "ka." When playing the rim of an okedo, however, it is important to only hit the outermost metal ring and not the actual rim of the drum body. The thin, light wood of the okedo is particularly susceptible to denting and will quickly deteriorate if hit.
The early history of taiko
Along with the martial use of the Taiko drums, they also held a strong foundation in the court style music called Gagaku. You would expect to find this style of music held in the castles and shrines across ancient Japan. Gagaku alone is one of the oldest styles of court music that is still being played in the world today.

An ornately painted tsuri-daiko, used in gagaku music
Modern taiko
Modern taiko is recognized[who?] as having been established in 1951 by Daihachi Oguchi. He is credited with forming the first actual Taiko ensemble referred to as kumi-daiko and starting the modern popularity of Taiko performances. Daihachi Oguchi was originally known for his jazz drumming performances. As the story goes, he was going to play a drumming piece for one of the local shrines and decided to add somewhat of a jazz style flare to the piece. Coming from a jazz background, Daihachi Oguchi speculated why the Taiko drums had never previously been played as an ensemble before. From this simple idea Daihachi Oguchi put together various Taiko of all different shapes, sizes, and pitches to be included in his ensemble. The drums were also arranged in the same type of manner that a jazz drum set would be expected to look like. Since an actual Taiko ensemble had never really performed together and the people he had playing with him were in no way professional musicians, he based the rhythms of their performance on the simplistic arrangement of the shrine music that had been previously played; which allowed for nearly any person with the interest in Taiko could play along. It was from the foundation of the first Taiko ensemble that Daihachi Oguchi continued on to lead the successful Taiko group named Osuwa Daiko. At 84 years old, Daihachi Oguchi died on June 27th, 2008, after being hit by a car across from his home in Nagano, Japan. Oguchi is widely attributed as the GrandMaster of modern Taiko. He formed or helped to form nearly 200 taiko groups in Japan, Singapore, Canada and the U.S.
Around the same time as Daihachi Oguchi’s Taiko ensemble's name was spreading around Japan via radio and television broadcasts, another pioneer in the field called, Sukeroku Daiko, emerged. Their performances consisted of speed, fluidity, and power. They also brought flashy choreography and solos. Despite the group’s eventual break up, one of its members, Seido Kobayashi, went on to form the group Oedo Sukeroku Daiko, which is credited for being the very first professional Taiko group.
Another Taiko ensemble that set the framework for one of the most popular groups began on Sado Island. The group, Za Ondekoza, was founded in 1969 by a man named Tagayasu Den. He set out to make Taiko more than just entertainment but a way of life. He collected a group of youths from rural areas across Japan so that they would be uninfluenced by the big city way of life. With this mindset, the students practiced a very rigorous training regime that typically consisted of marathon running and communal living. Due to complications, the group members and Tagayasu Den split off and Mr. Den left Sado Island. The remaining members, with the help of drums from Asano Taiko, went on to form the Taiko group Kodo.
Kodo has gone on to be one of the world's most popular and recognized performance ensembles. Since 1988, the group has also hosted the Earth Celebration International Music Festival, which brings music enthusiasts from all over the world to their headquarters.
Most recently, a new generation of Taiko performers groups have emerged. Art Lee (Art Lee - Taiko) is a solo performer living in Japan, and director of a group, Tokara, through which he introduces a new style of artistry of movement and sound into Taiko composition. Entertainment groups such as Wadaiko Yamato and TAO have become full agencies in which the performance group is the main charter of the company as a whole. Other groups such as Shidara, stick with the traditional way of life of their area, while infusing their towns festival traditions into the entertainment industry.
The Taiko band GOCOO from Tokyo is the first internationally renowned group lead by a female drummer (Kaoly Asano). GOCOO is also the first Taiko ensemble to exhibit free-spirited Taiko MUSIC, rising freely between the East and the West, tradition and pop, rite and party.
Additionally, taiko has grown in the United States since coming over from Japan in the late 1960s. The first American taiko group, San Francisco Taiko Dojo, was formed in 1968 by Seiichi Tanaka, a postwar immigrant who studied taiko in Japan and brought the styles and teachings to America. A year later, a few members of Senshin Buddhist Temple in Los Angeles were putting away a drum after an obon festival and decided to just have a jam session and after several hours of playing, they decided to form a group. Shortly after, Kinnara taiko was formed. In 1973, the third American taiko group, San Jose Taiko, was formed by a group of young Japanese Americans in the San Jose Japantown.
In the 1990s, there was a new development in taiko in the United States. In 1990, students at UCLA formed the first intercollegiate taiko group, Kyodo Taiko. In 1992, the second and third collegiate groups were formed, Stanford Taiko at Stanford University and Jodaiko at the University of California, Irvine. Since the formation of these three groups, collegiate groups have formed all around the nation. It's estimated that about 36 collegiate taiko groups and about 300 taiko groups in general exist in the United States today.
Taiko is also starting to emerge in academia. Eric "The Fish" Paton has established an entire world music curriculum (for non-musicians and musicians alike) at Capital University. The curriculum revolves around the Taiko drums and uses percussion to teach world music. He is also one of the greatest sensai's in the midwest.
As a sign of taiko's emerging influence, Bear McCreary heavily relied upon the instrument for much of the music in the reimagined Battlestar Galactica series.
ป้ายกำกับ:
ถาวรดา จันทนะสุต
วันศุกร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552
ประวัติเมืองโอซาก้า
Osaka
ประวัติของเมืองโอซาก้าเมืองท่า Naniwazu เป็นเมืองท่าที่มีมาก่อนเมืองท่าในยุคสมัยใหม่นั่นก็คือเมืองท่า Osaka เมืองท่าโอซาก้าได้กลายมาเป็นทางเข้าสู่ญี่ปุ่นยุคโบราณ สำหรับผู้มาเยี่ยมเยือนจากเกาหลี จีน และจากทวีปเอเชีย ผู้มาเยี่ยมเยือนเหล่านี้ได้นำมาซึ่งความรู้ วัตถุต่างๆที่แสดงถึงวัฒณธรรมที่ล้ำหน้า และเทคโนโลยีต่างๆเกี่ยวกับ เซรามิค การตีเหล็ก การก่อสร้าง และวิศวกรรม นอกจากนี้ยังนำมาซึ่งศาสนาใหม่ของพวกเขาอันได้แก่ ศาสนาพุทธ ซึ่งได้เริ่มแพร่หลายออกไปอย่างรวดเร็วในประเทศต่างๆในขณะที่ศาสนาพุทธแพร่หลายออกไป เจ้าชาย Shotoku ได้ทำการสร้างวัด Shitennoji ขึ้นในโอซาก้า เมื่อปี ค.ศ.593 และเมืองนี้ได้กลายมาเป็นที่ตั้งสำคัญที่มีการแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศต่างๆในทวีปเอเชีย ในปี ค.ศ. 645 จักรพรรดิ Kotoku ได้ย้ายเมืองหลวงจาก Asuka (Nara) มาที่ Osaka เขาได้สร้างพระราชวัง Naniwanomiya ซึ่งถือได้ว่าเป็นพระราชวังที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศญี่ปุ่น ถึงแม้ว่ารัฐบาลแห่งชาติต่อมาได้ย้ายไปที่ Nagaoka-kyo ( Kyoto) และย้ายไป Heija-kyo (The city of Nara) และต่อมาได้ย้ายไปที่ Heian-kyo (Kyoto) และย้ายไปที่ Kamakura โดยสุดท้ายได้ย้ายไปที่ Edo (Tokyo) เมืองโอซาก้ายังคงเป็นเมืองที่มีความสำคัญรองลงมาจากเมืองหลวง และมีบทบาทสำคัญที่เป็นเสมือนประตูทางเข้าแห่ง
วัฒนธรรมและการค้าของชาวต่างประเทศ
เมืองปราสาทของ Hideyoshiในปี ค.ศ. 794 เมืองหลวงของประเทศญี่ปุ่นได้ย้ายไปที่ Heian-kyo (Kyoto) ยุคที่ตามมาหลังจากนี้ถูกเรียกว่าเป็นยุค Heian ในยุคนี้จะเห็นว่ามีสิ่งก่อสร้างที่เป็นวัดสวยงามเป็นจำนวนมากรอบบริเวณเมือง Kyoto และ Osaka ในขณะที่ศิลปะ งานช่าง และวรรณกรรมของสตรี (เช่น นิทานแห่ง Gemji) นั้นก็เฟื่องฟูมาก แต่ในปลายยุค 1100 ประเทศได้เข้าสู่ยุค Kamakura เนื่องจากเจ้าเมืองที่มีอำนาจได้มีครอบครองอำนาจเหนือดินแดนทั้งหมด และเมืองหลวงก็ได้ย้ายไปที่ Kamakura ดังนั้นจึงเป็นระยะเวลามากกว่าสองศตวรรษที่เป็นช่วงระยะเวลาแห่งสงครามกลางเมืองในศตวรรษที่ 14 เมืองโอซาก้าถูกทำลายอย่างมากจากสงคราม ต่อมาในปี ค.ศ.1496 Rennyo นักบวชที่มีตำแหน่งสูงสุดในขณะนั้นได้เริ่มทำการก่อสร้าง Ishiyama Gobo วัดนี้ต่อมาถูกเรียกว่า วัด Ishiyama Honganji และวัดนี้ยังเป็นเหมือนป้อมปราการที่แข็งแกร่งเพื่อป้องกันการบุกรุกจากข้าศึกในระหว่างช่วงปลายยุค Muromachi(1336-1573) Nobunaga Oda เจ้าเมืองผู้ทรงอิทธิพลได้ติดต่อกับ Uemachi Daichiเ พราะมันยากมากที่จะทำการสู้รบและควบคุมดินแดนที่ล้อมรอบอยู่ มีความเชื่อกันว่าการควบคุมดินแดนนี้ ซึ่งถูกสร้างโดยน้ำจากแม่น้ำ Yamatogawa และ Yodogawaและมีประวัติศาสตร์อันยาวนาน จะถือว่าเป็นการควบคุมส่วนอื่นๆของประเทศญี่ปุ่นและในโลกด้วย ความขัดแย้งอันยาวนานที่ตามมาอีกหนึ่งทศวรรษ และวัดจำนวนมากถูกทำลายไป หลังจากวัดได้ถูกย้ายไปอยู่ภายใต้การควบคุมของ Nobunaga Oda.ผู้สืบทอดของเขาซึ่งได้แก่ Hideyoshi Toyotomi เป็นเจ้าเมืองอีกคนหนึ่งที่มีชื่อเสียง ได้รวบรวมประเทศญี่ปุ่นจากฐานที่ตั้งของเขาในโอซากา และสร้างปราสาทโอซากาในปี 1583 ซึ่งอยู่ในระหว่างยุค Azuchi Momoyama(1574-1600) แม่น้ำถูกขุดเพื่อขยายความสามารถของโอซาก้าออกไปในการเป็นฐานที่ตั้งสำหรับการขนส่งทางทะเล อย่างไรก็ตาม ในการสู้รบที่เกิดขึ้นระหว่างช่วงฤดูหนาวของปี 1614 และในฤดูร้อนของปี 1615 ทำให้เมืองประสาทของโอซากาถูกเผาจนหมดสิ้น
เมืองปราสาทของ Hideyoshiในปี ค.ศ. 794 เมืองหลวงของประเทศญี่ปุ่นได้ย้ายไปที่ Heian-kyo (Kyoto) ยุคที่ตามมาหลังจากนี้ถูกเรียกว่าเป็นยุค Heian ในยุคนี้จะเห็นว่ามีสิ่งก่อสร้างที่เป็นวัดสวยงามเป็นจำนวนมากรอบบริเวณเมือง Kyoto และ Osaka ในขณะที่ศิลปะ งานช่าง และวรรณกรรมของสตรี (เช่น นิทานแห่ง Gemji) นั้นก็เฟื่องฟูมาก แต่ในปลายยุค 1100 ประเทศได้เข้าสู่ยุค Kamakura เนื่องจากเจ้าเมืองที่มีอำนาจได้มีครอบครองอำนาจเหนือดินแดนทั้งหมด และเมืองหลวงก็ได้ย้ายไปที่ Kamakura ดังนั้นจึงเป็นระยะเวลามากกว่าสองศตวรรษที่เป็นช่วงระยะเวลาแห่งสงครามกลางเมืองในศตวรรษที่ 14 เมืองโอซาก้าถูกทำลายอย่างมากจากสงคราม ต่อมาในปี ค.ศ.1496 Rennyo นักบวชที่มีตำแหน่งสูงสุดในขณะนั้นได้เริ่มทำการก่อสร้าง Ishiyama Gobo วัดนี้ต่อมาถูกเรียกว่า วัด Ishiyama Honganji และวัดนี้ยังเป็นเหมือนป้อมปราการที่แข็งแกร่งเพื่อป้องกันการบุกรุกจากข้าศึกในระหว่างช่วงปลายยุค Muromachi(1336-1573) Nobunaga Oda เจ้าเมืองผู้ทรงอิทธิพลได้ติดต่อกับ Uemachi Daichiเ พราะมันยากมากที่จะทำการสู้รบและควบคุมดินแดนที่ล้อมรอบอยู่ มีความเชื่อกันว่าการควบคุมดินแดนนี้ ซึ่งถูกสร้างโดยน้ำจากแม่น้ำ Yamatogawa และ Yodogawaและมีประวัติศาสตร์อันยาวนาน จะถือว่าเป็นการควบคุมส่วนอื่นๆของประเทศญี่ปุ่นและในโลกด้วย ความขัดแย้งอันยาวนานที่ตามมาอีกหนึ่งทศวรรษ และวัดจำนวนมากถูกทำลายไป หลังจากวัดได้ถูกย้ายไปอยู่ภายใต้การควบคุมของ Nobunaga Oda.ผู้สืบทอดของเขาซึ่งได้แก่ Hideyoshi Toyotomi เป็นเจ้าเมืองอีกคนหนึ่งที่มีชื่อเสียง ได้รวบรวมประเทศญี่ปุ่นจากฐานที่ตั้งของเขาในโอซากา และสร้างปราสาทโอซากาในปี 1583 ซึ่งอยู่ในระหว่างยุค Azuchi Momoyama(1574-1600) แม่น้ำถูกขุดเพื่อขยายความสามารถของโอซาก้าออกไปในการเป็นฐานที่ตั้งสำหรับการขนส่งทางทะเล อย่างไรก็ตาม ในการสู้รบที่เกิดขึ้นระหว่างช่วงฤดูหนาวของปี 1614 และในฤดูร้อนของปี 1615 ทำให้เมืองประสาทของโอซากาถูกเผาจนหมดสิ้น
ศูนย์กลางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมเมื่อญี่ปุ่นได้เข้าสู้ยุค Edo (1601-1867) เมื่อเมืองหลวงถูกย้ายจากทางเหนือไปสู่เมือง Edo (ปัจจุบันคือ โตเกียว) และประเทศญี่ปุ่นได้แยกตัวออกมาจากประเทศอื่นๆในโลกอย่างสมบูรณ์ โอซากาถูกฟื้นฟูขึ้นมาใหม่จากเถ้าถ่านของสงครามกลางเมืองและเติบโตอย่างรวดเร็วเข้าสู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจ และกลายมาเป็นที่รู้จักว่า 'ครัวแห่งญี่ปุ่น' เพราะสินค้าจำเป็นหลายอย่างซึ่งรวมถึงข้าว อาหารสำคัญของตะวันออก จะถูกส่งไปยังโอซากา โดยสินค้าเหล่านี้มาจากทั่วประเทศญี่ปุ่นเพื่อส่งต่อไปขายยังส่วนอื่นๆของประเทศ และส่งไปยังประเทศอื่นๆอีกด้วย
ความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจนี้ช่วงให้โอซากาสร้างวัฒนธรรมและรูปแบบของตัวเอง งานศิลปะที่มีชื่อเสียงเกิดขึ้นพร้อมกับการแสดงศิลปะแบบดั้งเดิม เช่นโรงละครหุ่นกระบอก Joruri (ปัจจุบันนี้กลายมาเป็นการแสดงกหุ่นกระบอก Bunraku) , โรงละคร Noh และโรงละคร Kabuki โอซากายังเป็นช่วยทำให้เกิดการพัฒนาของการศึกษาในประเทศญี่ปุ่น มีโรงเรียนก่อตั้งขึ้นในโอซากาที่ได้ผลิตนักศึกษาจำนวนมากที่มีอิทธิพลอย่างมากในยุคนั้น มีโรงเรียนหนึ่งได้แก่โรงเรียน Tekijyuku, ก่อตั้งขึ้นเพื่อศึกษาเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์และการแพทย์ทางตะวันตก นักเรียนโรงเรียนนี้รวมถึงบุคคลสำคัญที่มีบทบาทในการปฏิรูปรัฐบาลญี่ปุ่นในช่วงยุคลกลางศตวรรษที่ 19 และประเทศญี่ปุ่นได้เริ่มออกจากการโดดเดี่ยวตัวเองและเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ในเวลาต่อมา
สถานที่น่าสนใจทางประวัติศาสตร์
ปราสาทโอซากาปราสาทโอซากา ซึ่งเป็นจุดเด่นของเมืองที่มีชื่อเสียง ทั้งยังเป็นจุดชมวิวที่เป็นที่นิยม และเป็นสัญลักษณ์ของโอซากา ปราสาทนี้ประกอบขึ้นด้วยโครงสร้าง 13 อย่างที่รัฐบาลญี่ปุ่นระบุให้เป็นทรัพย์สมบัติสำคัญในทางวัฒนธรรม สิ่งที่มีชื่อเสียงมากเป็นพิเศษคือ ประตูขนาดใหญ่และและป้อมปราการที่อยู่ตามคูกำแพงเมืองรอบนอก กำแพงสูงชันที่สูงเกือบถึง 30 เมตร นั้นทำมาจากก้อนหินขนาดใหญ่ซึ่งส่งเข้ามาในโอซากาจากเหมืองที่อยู่ห่างออกไปมากกว่า 100 กิโลเมตร ความสูงของกำแพงและความกว้างของคูกำแพงเมืองที่เห็นนั้นไม่สามารถเทียบได้กับปราสาทอื่นๆได้ญี่ปุ่นได้เลยสิ่งที่น่าสนใจยังรวมถึง หลังคารูปปลาโลมาแปดตัวของหอ และหลังคาอยู่ประดับไปด้วยกระเบื้องและแกะสลักเป็นรูปทรงของเสือ ซึ่งทั้งหมดจะถูกชุบด้วยทองหอสูงของปราสาทได้รับการซ่อมแซมใหม่ในปี 1997 การซ่อมแซมในครั้งนี้ได้นำโครงสร้างอันงดงามของกำแพงความบริสุทธิ์และความสุกใสของทองคำกลับมาให้เราเห็นอีกครั้ง ความงดงามของปราสาทจึงได้กลายมาเป็นสัญลักษณ์ของเมองโอซากาที่อยู่ : 1-1 OsakaJo,Chuo-ku,OsakaCity เปิด 9:00-17:00(รอบสุดท้ายเวลา 16:30) ขยายเวลาให้เข้าชมช่วงฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อน
วัด Shitennojiวัดที่ถือว่าเป็นวัดที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศญี่ปุ่นคือ วัด Shitennoji วัดนี้สร้างขึ้นโดยเจ้าชาย Shotoku (คริสต์ศักราช 574-622 )เขาเป็นวีรบุรุษยิ่งใหญ่ของประวัติศาตร์ญีปุ่นในยุคแรกที่สามารถมีรบชนะศัตรูฝ่ายตรงข้ามด้วยวัยเพียง 16 ปี และได้รับเอาพุทธศาสนาเข้ามาในประเทศด้วย การรบระหว่างเผ่า Soga และเผ่า Monobe นั้น เผ่าSoga ซึ่งนำโดยเจ้าชาย Shotoku ต้องการให้ญี่ปุ่นรับเอาศาสนาพุทธเข้ามาใช้ แต่ Monobe นั้นคัดค้าน เพราะเขาสนับสนุนศาสนาโบราณของญี่ปุ่น มีการกล่าวกันว่าเจ้าชายได้รับชัยชนะโดยสวดภาวนาต่อราชาแห่งสรวงสวรรค์ทั้งสี่ ซึ่งเป็นทหารของพระพุทธเจ้า มีการบันทึกไว้ว่าชัยชนะที่เกิดขึ้นในคริสต์ศักราช 593 เจ้าชายได้มีคำสั่งให้มีการก่อสร้างวัด Shitennoji นี้ขึ้นวัดนี้ถูกสร้างขึ้นไม่ห่างจากอ่าวโอซากาซึ่ง อ่าวนี้มีความสำคัญอย่างมากในด้านการค้าและการสัญจร มันเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สามารถแสดงให้โลกเห็นถึงความมีอำนาจและความเจริญรุ่งเรืองของญี่ปุ่น ถึงแม้ว่าจะมีการสร้างวัดขึ้นใหม่อีกครั้ง แต่โครงสร้างของวัดยังคงไม่มีความเปลี่ยนแปลงจากครั้งเริ่มแรกวัด Shitennoji เป็นสถานที่สักการะบูชาที่เป็นที่นิยมของชาวญี่ปุ่นและเป็นที่เคารพบูชาของพุทธศาสนิกชนในโอซากา การบอกเล่าถึงประวัติศาสตร์อันยาวนานของวัดเป็นงานประจำปีหลายๆงานที่เกิดขึ้นที่นี่ ซึ่งรวมถึง Doya-Doya, Shoryoe, และ Shitennoji Wassoที่อยู่ 1-11-18 Shitennoji,Tennoji-ku,OsakaCity เปิด วัดและที่แสดงของสะสม เดือนเมษายน-กันยายน เปิดเวลา 8.30-16.30 (รอบสุดท้ายเวลา 16.00) และเดือน ตุลาคม-มีนาคม เปิดเวลา 8.30-16.00 (รอบสุดท้ายคือเวลา 15.30)
ปราสาทโอซากาปราสาทโอซากา ซึ่งเป็นจุดเด่นของเมืองที่มีชื่อเสียง ทั้งยังเป็นจุดชมวิวที่เป็นที่นิยม และเป็นสัญลักษณ์ของโอซากา ปราสาทนี้ประกอบขึ้นด้วยโครงสร้าง 13 อย่างที่รัฐบาลญี่ปุ่นระบุให้เป็นทรัพย์สมบัติสำคัญในทางวัฒนธรรม สิ่งที่มีชื่อเสียงมากเป็นพิเศษคือ ประตูขนาดใหญ่และและป้อมปราการที่อยู่ตามคูกำแพงเมืองรอบนอก กำแพงสูงชันที่สูงเกือบถึง 30 เมตร นั้นทำมาจากก้อนหินขนาดใหญ่ซึ่งส่งเข้ามาในโอซากาจากเหมืองที่อยู่ห่างออกไปมากกว่า 100 กิโลเมตร ความสูงของกำแพงและความกว้างของคูกำแพงเมืองที่เห็นนั้นไม่สามารถเทียบได้กับปราสาทอื่นๆได้ญี่ปุ่นได้เลยสิ่งที่น่าสนใจยังรวมถึง หลังคารูปปลาโลมาแปดตัวของหอ และหลังคาอยู่ประดับไปด้วยกระเบื้องและแกะสลักเป็นรูปทรงของเสือ ซึ่งทั้งหมดจะถูกชุบด้วยทองหอสูงของปราสาทได้รับการซ่อมแซมใหม่ในปี 1997 การซ่อมแซมในครั้งนี้ได้นำโครงสร้างอันงดงามของกำแพงความบริสุทธิ์และความสุกใสของทองคำกลับมาให้เราเห็นอีกครั้ง ความงดงามของปราสาทจึงได้กลายมาเป็นสัญลักษณ์ของเมองโอซากาที่อยู่ : 1-1 OsakaJo,Chuo-ku,OsakaCity เปิด 9:00-17:00(รอบสุดท้ายเวลา 16:30) ขยายเวลาให้เข้าชมช่วงฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อน
วัด Shitennojiวัดที่ถือว่าเป็นวัดที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศญี่ปุ่นคือ วัด Shitennoji วัดนี้สร้างขึ้นโดยเจ้าชาย Shotoku (คริสต์ศักราช 574-622 )เขาเป็นวีรบุรุษยิ่งใหญ่ของประวัติศาตร์ญีปุ่นในยุคแรกที่สามารถมีรบชนะศัตรูฝ่ายตรงข้ามด้วยวัยเพียง 16 ปี และได้รับเอาพุทธศาสนาเข้ามาในประเทศด้วย การรบระหว่างเผ่า Soga และเผ่า Monobe นั้น เผ่าSoga ซึ่งนำโดยเจ้าชาย Shotoku ต้องการให้ญี่ปุ่นรับเอาศาสนาพุทธเข้ามาใช้ แต่ Monobe นั้นคัดค้าน เพราะเขาสนับสนุนศาสนาโบราณของญี่ปุ่น มีการกล่าวกันว่าเจ้าชายได้รับชัยชนะโดยสวดภาวนาต่อราชาแห่งสรวงสวรรค์ทั้งสี่ ซึ่งเป็นทหารของพระพุทธเจ้า มีการบันทึกไว้ว่าชัยชนะที่เกิดขึ้นในคริสต์ศักราช 593 เจ้าชายได้มีคำสั่งให้มีการก่อสร้างวัด Shitennoji นี้ขึ้นวัดนี้ถูกสร้างขึ้นไม่ห่างจากอ่าวโอซากาซึ่ง อ่าวนี้มีความสำคัญอย่างมากในด้านการค้าและการสัญจร มันเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สามารถแสดงให้โลกเห็นถึงความมีอำนาจและความเจริญรุ่งเรืองของญี่ปุ่น ถึงแม้ว่าจะมีการสร้างวัดขึ้นใหม่อีกครั้ง แต่โครงสร้างของวัดยังคงไม่มีความเปลี่ยนแปลงจากครั้งเริ่มแรกวัด Shitennoji เป็นสถานที่สักการะบูชาที่เป็นที่นิยมของชาวญี่ปุ่นและเป็นที่เคารพบูชาของพุทธศาสนิกชนในโอซากา การบอกเล่าถึงประวัติศาสตร์อันยาวนานของวัดเป็นงานประจำปีหลายๆงานที่เกิดขึ้นที่นี่ ซึ่งรวมถึง Doya-Doya, Shoryoe, และ Shitennoji Wassoที่อยู่ 1-11-18 Shitennoji,Tennoji-ku,OsakaCity เปิด วัดและที่แสดงของสะสม เดือนเมษายน-กันยายน เปิดเวลา 8.30-16.30 (รอบสุดท้ายเวลา 16.00) และเดือน ตุลาคม-มีนาคม เปิดเวลา 8.30-16.00 (รอบสุดท้ายคือเวลา 15.30)
พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำแห่งเมืองโอซากา "Kaiyukan"
ภายในหมู่บ้านแห่งอ่าว Tempozen ตรงใจกลางบริเวณอ่าวที่คุณจะได้พบ นั้นเป็นที่พักอาศัยที่สร้างขึ้นจากโครงสร้างของการออกแบบที่แปลกตา พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำแห่งเมืองโอซากา "Kaiyukan" เป็นหนึ่งในพิพธภัณฑ์สัตว์น้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งประกอบด้วยถังน้ำจำนวน 15 ถังอยู่ในกลางถังน้ำที่บรรจุน้ำได้ 5,400 ตัน มันเป็นบ้านของสัตว์ทะเล 580 ชนิด กว่า 30,000ตัวที่มาจากรอบมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งมีทั้งแมงกระพรุนรูปร่างแปลกประหลาด ตัวนากทะเล ปลาโลมา นกเพนกวิน และมีแม่กระทั่ง ฉลามวาฬยักษ์ ที่ถือว่าเป็นปลาที่ใหญ่ที่ในโลกด้วย ที่นี่ไม่เหมือนกับพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำที่อื่น มันสามารถดึงดูดใจทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ที่อยู่ 1-1-10 Kaigandori,Minato-ku,OsakaCity เปิด 10.00-20.00 (รอบสุดท้ายคือเวลา 19.00 ซึ่งจะขึ้นอยู่กับแต่ละฤดูกาลด้วย)พิพิธภัณฑ์ทางทะเลแห่งเมืองโอซากา
พิพิธภัณฑ์ทางทะเลแห่งเมืองโอซากา ตั้งอยู่ถัดจากจัตุรัสแห่งจักรวาลของ Nanko พิพิธภัณฑ์ถูกสร้างขึ้นด้วยหลังคาโดมกระจกซึ่งเป็นโครงสร้างที่สังเกตเห็นได้ชัดเจนมากในบริเวณอ่าว พิพิธภัณฑ์ นี้มีสี่ชั้น มีการสร้างขึ้นใหม่เมื่อศตวรรษที่ 17 โดยพ่อค้าทางเรือ ที่เรียกกว่า Higakikaisen พิพิธภัณฑ์นี้แสดงให้เห็นถึงของสะสมเกี่ยวกับเอกสารประวัติศาตร์แห่งความเจริญรุ่งเรืองของเมืองโอซากา ซึ่งเป็นผลจากกิจกรรมทางทะเลอันไกลโพ้น พิพิธภัณฑ์ยังมีโรงภาพยนต์ที่มีเทคโนโลยี่อันล้ำสมัย และเรือยอชต์จำลอง ซึ่งเป็นครั้งแรกในโลกที่ผู้เยี่ยมชมสามารถลองล่องเรือแบบเสมือนจริงนี้ที่อยู่ 2-5-20 Nankokita,Suminoe-ku,OsakaCity เปิด 10.00-17.00 (ขึ้นอยู่กับแต่ละฤดูกาล) ปิด วันจันทร์ (ปิดวันอังคารถ้าหากวันจันทร์เป็นวันหยุด) และปิดในช่วงสิ้นปี
โรงถ่ายภาพยนตร์ยูนิเวอร์แซล
ญี่ปุ่นเป็นสถานที่ซึ่งภาพยนตร์และโทรทัศน์ได้กลายมามีชีวิต เป็นเจ้าบ้านของความสนุกสนามร่าเริง การแสดง และแรงดึงดูดใจ นำมาซึ่งความตื่นเต้น เร้าใจอย่างที่ไม่เคยปรากฎมาก่อน การแสดงกับเสียงหัวเราะที่ไม่สิ้นสุด หนังที่สร้างขึ้นและเบื้องหลังการถ่ายทำเมื่อมาพบกับขนาดและความพลังอันยิ่งใหญ่ มันจึงนำคุณไปอยู่เหนือฉาก และท่วมท้นไปด้วยการแสดง action ต่างๆ ทุกๆการแสดง หนังที่สร้างขึ้นและทุกๆร้านค้าและภัตตาคาร ล้วนแล้วแต่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นและสนุกสนาน และเป็นพลังแห่งประสบการณ์จากฮอลลีวูดของแท้ที่อยู่ 2-1-33 Sakurajima,Konohana-Ku,OsakaCity
ป้ายกำกับ:
ถาวรดา จันทนะสุต
คำแนะนำในการเดินทางไปประเทศญี่ปุ่น
การเข้าเมือง
- ชาวไทยที่เดินทางเข้าญี่ปุ่นต้องขอวีซ่า โดยขอรายละเอียดที่สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นในประเทศไทย
- ห้ามนำของเหลวทุกประเภทติดตัวขึ้นเครื่องบินเกินกว่า 100 ม.ล.
- ห้ามนำยาเสพติดและอาวุธต่างๆ
- การนำสินค้าปลอมแปลงและสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์เข้าประเทศญี่ปุ่นเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย
- มีข้อจำกัดในการนำเข้าสัตว์ และพืช รวมทั้งผลิตภัณฑ์จากสัตว์ อาทิ งู จระเข้ งาช้าง
- การนำเข้าพืช ผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ ต้องผ่านการตรวจของศุลกากร
- สำหรับสินค้าปลอดภาษี : นำสุราเข้าได้ไม่เกิน 3 ขวด (760 ม.ล. ต่อขวด) บุหรี่ไม่เกิน 400 แท่ง น้ำหอมไม่เกิน 2 ออนซ์
มารยาทและวัฒนธรรม
สิ่งที่ควรทำ
- สูบบุหรี่เฉพาะในที่ที่จัดไว้ให้
- มีระเบียบการแยกทิ้งขยะตามท้องถิ่น เช่น ขยะเผาได้ ขยะเผาไม่ได้ ขวด กระป๋อง และ pet bottle ต่างๆ
- การเข้าแถวถือเป็นมารยาทที่สำคัญ เช่น เข้าห้องน้ำ ร้านอาหาร ซื้อของ ขึ้นรถไฟ ลิฟท์
- การเข้าแถวรอสำหรับห้องสุขาสาธารณะ จะมีแถวรอรวมบริเวณปากทางเข้าตามลำดับคิว มิได้ยืนรอที่หน้าห้องสุขาแต่ละห้อง
- ชาวญี่ปุ่นนิยมการทักทายสวัสดี และการบอกกล่าวในการมาถึงหรือออกจากสถานที่รวมทั้งธรรมเนียมการกล่าวขอโทษและขอบคุณ จะอยู่ในวิถีปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ นอกจากนี้ ยังมีสำนวนคำกล่าวในแต่ละโอกาสเป็นการเฉพาะอีกด้วย
- พึงรักษาความสะอาด การเก็บกวาดสถานที่ การดูแลตกแต่งสวนต้นไม้ไม่ให้รบกวนผู้อื่น
สิ่งที่ไม่ควรทำ
- ไม่มีวัฒนธรรมการให้ทิป
- ห้ามใช้เสียงโทรศัพท์ วิทยุ อุปกรณ์อีเลคทรอนิคส์ ในรถไฟและบริการรถสาธารณะ
- ไม่ควรต่อราคาของ
- ไม่ควรยืนขวางบนบันไดเลื่อน / ควรยืนชิดซ้าย และหากจะเดินขึ้นให้ชิดขวา (ยกเว้นในเขตคันไซ ที่ยืน-ชิดขวา และหากจะเดิน-ให้ชิดซ้าย)
- การซ้อนจักรยาน เป็นสิ่งผิดกฎหมายจราจร
การแต่งกาย
- ญี่ปุ่นมีการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศสูง ควรตรวจสอบสภาพอากาศและแต่งกายให้เหมาะสม
- ถอดรองเท้าก่อนเข้าบ้าน / ห้อง
- ใช้รองเท้าแตะสำหรับใส่ในบ้าน และเปลี่ยนเป็นรองเท้าแตะสำหรับห้องน้ำเมื่อเข้าห้องน้ำ
- ห้ามใส่รองเท้าเข้าห้อง Tatami (ห้องเสื่อญี่ปุ่น)
- ควรถอดหมวกและเสื้อโค้ตเมื่ออยู่ในอาคาร
- การเข้าสถานที่อาบน้ำรวมห้ามใส่ชุดว่ายน้ำ
- การใส่ชุดยูคาตะซึ่งจัดเตรียมไว้ที่โรงแรม ให้ใส่ซ้ายทับขวา
ศาสนา-วัฒนธรรม
- ประเทศญี่ปุ่นไม่มีศาสนาประจำชาติ แม้คนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ จะนับถือศาสนาพุทธ แต่ก็ไม่เข้มงวด และวิถีชีวิตของคนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ มักจะเป็นไปตามประเพณีชินโต
การรับประทานอาหาร
- คนญี่ปุ่นนิยมใช้ตะเกียบรับประทานอาหาร
- ก่อนรับประทานอาหาร จะพูดว่า "Itadakimasu" และ หลังจากรับประทานอาหารเสร็จแล้ว จะพูดว่า "Gochisosama-deshita"
- นิยมดื่มซุป โดยยกถ้วยหรือชามขึ้นดื่ม ไม่ใช้ช้อน
- อาหารกลางวัน มักนิยมขายเป็น set menu หรือเป็นอาหารแบบกล่อง (bento) ราคาย่อมเยาตามมาตรฐานการครองชีพญี่ปุ่น ส่วนราคาอาหารมื้อเย็น มักจะสูงกว่าอาหารกลางวัน (โดยเฉลี่ยประมาณ 1-2 เท่า)
- ญี่ปุ่นมีบริการร้านอาหารแบบหยอดเหรียญ โดยกดเลือกรายการอาหารที่ต้องการและจ่ายเงินก่อนที่ตู้จ่ายเงินหน้าร้าน ซึ่งร้านอาหารประเภทนี้ ไม่ควรใช้เวลาในการรับประทานนาน และหลายร้านยังเป็นร้านที่ยืนรับประทานด้วย
- ในร้านอาหารทั่วไป บริกรมักจะนำใบรายการอาหารที่สั่ง (Denpyo) มาวางที่โต๊ะ เมื่อรับประทานเสร็จแล้วให้นำ Denpyo นี้ ไปจ่ายเงินที่ Cashier ใกล้ประตู (ยกเว้นร้านอาหารใหญ่ หรือร้านแบบตะวันตก จะจ่ายเงินที่โต๊ะรับประทานฯ)
- สามารถดื่มน้ำประปาได้
- คนญี่ปุ่นมีความเคร่งครัดเรื่องสุขอนามัยอาหารสูง และให้ความสำคัญกับฉลากข้อมูลโภชนาการ และการหมดอายุ
คมนาคม
- ระบบขนส่งมวลชนในเขตเมืองใหญ่สะดวก และปัจจุบันแผนที่และข้อมูลการเดินทางเป็นภาษาอังกฤษมีเพิ่มมากขึ้นกว่าในอดีต แต่พนักงานที่เกี่ยวข้องหรือประชาชนโดยทั่วไปส่วนใหญ่ ไม่สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้
- ราคาแท็กซี่สูง ราคาเริ่มต้นในกรุงโตเกียวและตามเมืองใหญ่ ประมาณ 660 เยน
- ในรถไฟและบริการรถสาธารณะจะมีที่นั่งพิเศษสำหรับผู้สูงอายุ คนตั้งครรภ์ และคนพิการ ไม่ควรนั่งในที่ดังกล่าว
- ชาวญี่ปุ่นไม่นิยมสละที่นั่งให้เด็กและผู้สูงอายุนั่ง หรือบางครั้งคนเหล่านั้นจะปฏิเสธเมื่อมีผู้สละที่นั่งให้ เนื่องจากความเกรงใจ ประกอบกับญี่ปุ่นเป็นสังคมผู้สูงอายุซึ่งมีประชากรสูงอายุส่วนใหญ่แข็งแรงช่วยเหลือตนเองได้ และไม่อยากถูกมองว่าเป็นภาระของสังคม ขณะที่เด็กนั้น เชื่อว่าต้องฝึกฝนความเข้มแข็งและอดทนอยู่เสมอ
คำแนะนำอื่นๆ
- อาจไม่มีป้ายแนะนำเป็นภาษาอังกฤษเมื่อไปต่างจังหวัด
- อากาศแบ่งเป็น 4 ฤดู คือ ฤดูใบไม้ผลิ (มีนาคม-พฤษภาคม) ฤดูร้อน (มิถุนายน-สิงหาคม) ฤดูใบไม้ร่วง (กันยายน-พฤศจิกายน) และฤดูหนาว (ธันวาคม-กุมภาพันธ์) และมีฤดูฝนในช่วงสั้นๆ ประมาณเดือนมิถุนายน และพายุไต้ฝุ่นในช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายน
- เมื่อเกิดแผ่นดินไหว เปิดหน้าต่างและประตู ปิดแก๊ส หลบใต้โต๊ะ อย่ารีบหนีไปข้างนอก
- ในกรณีที่พำนักในญี่ปุ่นเป็นเวลานานพอสมควร ควรตรวจสอบจุดหลบภัยของชุมชนสำหรับการเกิดเหตุฉุกเฉินต่างๆ และเตรียมอุปกรณ์ยังชีพฉุกเฉินในที่พำนักอาศัย
- ควรแจ้งชื่อ ที่อยู่ หมายเลขติดต่อ เพื่อการติดต่อกับสถานเอกอัครราชทูตฯ / สถานกงสุลใหญ่
- สามารถติดตามข่าวสาร ความเคลื่อนไหว และประกาศต่างๆ ของสถานเอกอัครราชทูตฯ ได้ที่ http://www.thaiembassy.jp/
- ชาวไทยที่เดินทางเข้าญี่ปุ่นต้องขอวีซ่า โดยขอรายละเอียดที่สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นในประเทศไทย
- ห้ามนำของเหลวทุกประเภทติดตัวขึ้นเครื่องบินเกินกว่า 100 ม.ล.
- ห้ามนำยาเสพติดและอาวุธต่างๆ
- การนำสินค้าปลอมแปลงและสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์เข้าประเทศญี่ปุ่นเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย
- มีข้อจำกัดในการนำเข้าสัตว์ และพืช รวมทั้งผลิตภัณฑ์จากสัตว์ อาทิ งู จระเข้ งาช้าง
- การนำเข้าพืช ผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ ต้องผ่านการตรวจของศุลกากร
- สำหรับสินค้าปลอดภาษี : นำสุราเข้าได้ไม่เกิน 3 ขวด (760 ม.ล. ต่อขวด) บุหรี่ไม่เกิน 400 แท่ง น้ำหอมไม่เกิน 2 ออนซ์
มารยาทและวัฒนธรรม
สิ่งที่ควรทำ
- สูบบุหรี่เฉพาะในที่ที่จัดไว้ให้
- มีระเบียบการแยกทิ้งขยะตามท้องถิ่น เช่น ขยะเผาได้ ขยะเผาไม่ได้ ขวด กระป๋อง และ pet bottle ต่างๆ
- การเข้าแถวถือเป็นมารยาทที่สำคัญ เช่น เข้าห้องน้ำ ร้านอาหาร ซื้อของ ขึ้นรถไฟ ลิฟท์
- การเข้าแถวรอสำหรับห้องสุขาสาธารณะ จะมีแถวรอรวมบริเวณปากทางเข้าตามลำดับคิว มิได้ยืนรอที่หน้าห้องสุขาแต่ละห้อง
- ชาวญี่ปุ่นนิยมการทักทายสวัสดี และการบอกกล่าวในการมาถึงหรือออกจากสถานที่รวมทั้งธรรมเนียมการกล่าวขอโทษและขอบคุณ จะอยู่ในวิถีปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ นอกจากนี้ ยังมีสำนวนคำกล่าวในแต่ละโอกาสเป็นการเฉพาะอีกด้วย
- พึงรักษาความสะอาด การเก็บกวาดสถานที่ การดูแลตกแต่งสวนต้นไม้ไม่ให้รบกวนผู้อื่น
สิ่งที่ไม่ควรทำ
- ไม่มีวัฒนธรรมการให้ทิป
- ห้ามใช้เสียงโทรศัพท์ วิทยุ อุปกรณ์อีเลคทรอนิคส์ ในรถไฟและบริการรถสาธารณะ
- ไม่ควรต่อราคาของ
- ไม่ควรยืนขวางบนบันไดเลื่อน / ควรยืนชิดซ้าย และหากจะเดินขึ้นให้ชิดขวา (ยกเว้นในเขตคันไซ ที่ยืน-ชิดขวา และหากจะเดิน-ให้ชิดซ้าย)
- การซ้อนจักรยาน เป็นสิ่งผิดกฎหมายจราจร
การแต่งกาย
- ญี่ปุ่นมีการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศสูง ควรตรวจสอบสภาพอากาศและแต่งกายให้เหมาะสม
- ถอดรองเท้าก่อนเข้าบ้าน / ห้อง
- ใช้รองเท้าแตะสำหรับใส่ในบ้าน และเปลี่ยนเป็นรองเท้าแตะสำหรับห้องน้ำเมื่อเข้าห้องน้ำ
- ห้ามใส่รองเท้าเข้าห้อง Tatami (ห้องเสื่อญี่ปุ่น)
- ควรถอดหมวกและเสื้อโค้ตเมื่ออยู่ในอาคาร
- การเข้าสถานที่อาบน้ำรวมห้ามใส่ชุดว่ายน้ำ
- การใส่ชุดยูคาตะซึ่งจัดเตรียมไว้ที่โรงแรม ให้ใส่ซ้ายทับขวา
ศาสนา-วัฒนธรรม
- ประเทศญี่ปุ่นไม่มีศาสนาประจำชาติ แม้คนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ จะนับถือศาสนาพุทธ แต่ก็ไม่เข้มงวด และวิถีชีวิตของคนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ มักจะเป็นไปตามประเพณีชินโต
การรับประทานอาหาร
- คนญี่ปุ่นนิยมใช้ตะเกียบรับประทานอาหาร
- ก่อนรับประทานอาหาร จะพูดว่า "Itadakimasu" และ หลังจากรับประทานอาหารเสร็จแล้ว จะพูดว่า "Gochisosama-deshita"
- นิยมดื่มซุป โดยยกถ้วยหรือชามขึ้นดื่ม ไม่ใช้ช้อน
- อาหารกลางวัน มักนิยมขายเป็น set menu หรือเป็นอาหารแบบกล่อง (bento) ราคาย่อมเยาตามมาตรฐานการครองชีพญี่ปุ่น ส่วนราคาอาหารมื้อเย็น มักจะสูงกว่าอาหารกลางวัน (โดยเฉลี่ยประมาณ 1-2 เท่า)
- ญี่ปุ่นมีบริการร้านอาหารแบบหยอดเหรียญ โดยกดเลือกรายการอาหารที่ต้องการและจ่ายเงินก่อนที่ตู้จ่ายเงินหน้าร้าน ซึ่งร้านอาหารประเภทนี้ ไม่ควรใช้เวลาในการรับประทานนาน และหลายร้านยังเป็นร้านที่ยืนรับประทานด้วย
- ในร้านอาหารทั่วไป บริกรมักจะนำใบรายการอาหารที่สั่ง (Denpyo) มาวางที่โต๊ะ เมื่อรับประทานเสร็จแล้วให้นำ Denpyo นี้ ไปจ่ายเงินที่ Cashier ใกล้ประตู (ยกเว้นร้านอาหารใหญ่ หรือร้านแบบตะวันตก จะจ่ายเงินที่โต๊ะรับประทานฯ)
- สามารถดื่มน้ำประปาได้
- คนญี่ปุ่นมีความเคร่งครัดเรื่องสุขอนามัยอาหารสูง และให้ความสำคัญกับฉลากข้อมูลโภชนาการ และการหมดอายุ
คมนาคม
- ระบบขนส่งมวลชนในเขตเมืองใหญ่สะดวก และปัจจุบันแผนที่และข้อมูลการเดินทางเป็นภาษาอังกฤษมีเพิ่มมากขึ้นกว่าในอดีต แต่พนักงานที่เกี่ยวข้องหรือประชาชนโดยทั่วไปส่วนใหญ่ ไม่สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้
- ราคาแท็กซี่สูง ราคาเริ่มต้นในกรุงโตเกียวและตามเมืองใหญ่ ประมาณ 660 เยน
- ในรถไฟและบริการรถสาธารณะจะมีที่นั่งพิเศษสำหรับผู้สูงอายุ คนตั้งครรภ์ และคนพิการ ไม่ควรนั่งในที่ดังกล่าว
- ชาวญี่ปุ่นไม่นิยมสละที่นั่งให้เด็กและผู้สูงอายุนั่ง หรือบางครั้งคนเหล่านั้นจะปฏิเสธเมื่อมีผู้สละที่นั่งให้ เนื่องจากความเกรงใจ ประกอบกับญี่ปุ่นเป็นสังคมผู้สูงอายุซึ่งมีประชากรสูงอายุส่วนใหญ่แข็งแรงช่วยเหลือตนเองได้ และไม่อยากถูกมองว่าเป็นภาระของสังคม ขณะที่เด็กนั้น เชื่อว่าต้องฝึกฝนความเข้มแข็งและอดทนอยู่เสมอ
คำแนะนำอื่นๆ
- อาจไม่มีป้ายแนะนำเป็นภาษาอังกฤษเมื่อไปต่างจังหวัด
- อากาศแบ่งเป็น 4 ฤดู คือ ฤดูใบไม้ผลิ (มีนาคม-พฤษภาคม) ฤดูร้อน (มิถุนายน-สิงหาคม) ฤดูใบไม้ร่วง (กันยายน-พฤศจิกายน) และฤดูหนาว (ธันวาคม-กุมภาพันธ์) และมีฤดูฝนในช่วงสั้นๆ ประมาณเดือนมิถุนายน และพายุไต้ฝุ่นในช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายน
- เมื่อเกิดแผ่นดินไหว เปิดหน้าต่างและประตู ปิดแก๊ส หลบใต้โต๊ะ อย่ารีบหนีไปข้างนอก
- ในกรณีที่พำนักในญี่ปุ่นเป็นเวลานานพอสมควร ควรตรวจสอบจุดหลบภัยของชุมชนสำหรับการเกิดเหตุฉุกเฉินต่างๆ และเตรียมอุปกรณ์ยังชีพฉุกเฉินในที่พำนักอาศัย
- ควรแจ้งชื่อ ที่อยู่ หมายเลขติดต่อ เพื่อการติดต่อกับสถานเอกอัครราชทูตฯ / สถานกงสุลใหญ่
- สามารถติดตามข่าวสาร ความเคลื่อนไหว และประกาศต่างๆ ของสถานเอกอัครราชทูตฯ ได้ที่ http://www.thaiembassy.jp/
ป้ายกำกับ:
ถาวรดา จันทนะสุต
วันพุธที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)













