วันพุธที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2552

หนังสือพิมพ์สำหรับผู้หญิง

การใช้องค์ประกอบทางเรขศิลป์สำหรับการออกแบบหนังสือพิมพ์สำหรับผู้หญิง
THE USE OF GRAPHIC DESIGN ELEMENTS FOR WOMEN NEWSPAPER DESIGN
อ. ที่ปรึกษา : รศ. ดร. ศุภกรณ์ ดิษฐพันธุ์, 300 หน้า. ISBN 974-17-6521-5

การวิจัยเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา การใช้องค์ประกอบทางเรขศิลป์ที่สามารถสื่อถึงบุคลิกภาพของหนังสือพิมพ์สำหรับผู้หญิง และเพื่อกำหนดรูปแบบของหนังสือพิมพ์สำหรับผู้หญิงที่น่าจะเป็น
วิธีการวิจัย คือ ใช้แบบสอบถามที่ประมวลข้อมูลจากวรรณกรรมที่เกี่ยวกับการทำหนังสือพิมพ์ การใช้องค์ประกอบทางเรขศิลป์สำหรับการออกแบบสื่อสิ่งพิมพ์และกลุ่มตัวอย่างหนังสือพิมพ์รายวัน 12 ชื่อฉบับ โดยทำการสอบถามจากผู้เชี่ยวชาญทางด้านหนังสือพิมพ์ 7 ท่านและผู้เชี่ยวชาญทางด้านการออกแบบ 7 ท่าน เพื่อให้ได้คำตอบเรื่องบุคลิกภาพในเชิงการออกแบบที่เหมาะสมกับหนังสือพิมพ์สำหรับผู้หญิงและองค์ประกอบทางเรขศิลป์ที่สัมพันธ์กับบุคลิกภาพนั้นๆ รวมถึง ส่วนประกอบต่างๆที่หนังสือพิมพ์สำหรับผู้หญิงควรจะมี
ผลการวิจัยพบว่า บุคลิกภาพในเชิงการออกแบบที่เหมาะสมกับหนังสือพิมพ์สำหรับผู้หญิง คือ บุคลิกภาพแบบทันสมัย บุคลิกภาพแบบเก๋และบุคลิกภาพแบบธรรมชาติ ในแต่ละบุคลิกภาพมีแนวทางการใช้องค์ประกอบทางเรขศิลป์ที่ต่างกัน ดังนี้
1.บุคลิกภาพแบบทันสมัย
- ใช้วิธีจัดองค์ประกอบแบบลดหลั่น สร้างจุดสนใจโดยใช้ความแตกต่าง มีโครงสร้างที่ชัดเจน มีจุดนำสายตา ดูเคลื่อนที่ไม่หยุดนิ่ง
- ใช้สีโทนเข้ม-ดำ มีเฉดสีแคบๆไม่หลากหลาย ใช้คู่กับสีในโทนสว่าง
- ใช้ตัวอักษรไทยแบบรูปร่างโค้งมน มีสัดส่วนกลมกลืน น้ำหนักเส้นสม่ำเสมอเท่าๆกัน ดูสุภาพ เป็นผู้ดี
2.บุคลิกภาพแบบเก๋
- ใช้วิธีจัดองค์ประกอบแบบมีสัดส่วนและขนาดที่ชัดเจน ใช้จังหวะและการเน้น เพื่อให้เกิดความน่าสนใจ
- ใช้สีโทนสดใสและสว่าง มีเฉดสีกว้าง หลากหลาย ใช้คู่กับสีในโทนที่ใกล้เคียงกัน
- ใช้ตัวอักษรไทยแบบรูปร่างโค้งมน ตัวผอมบาง น้ำหนักเส้นสม่ำเสมอ
3.บุคลิกภาพแบบธรรมชาติ
- ใช้วิธีจัดองค์ประกอบแบบเคลื่อนไหว มีจังหวะ สร้างจุดสนใจโดยการเน้นให้โดดเด่น แต่ดูกลมกลืนไม่ขัดแย้ง
- ใช้สีโทนอุ่น มีเฉดสีไม่กว้างนัก เป็นสีที่ปรากฏในสภาวะแบบธรรมชาติ ใช้คู่กับสีที่มีน้ำหนักลดหลั่นลงไป ดูกลมกลืน ไล่ระดับ
- ใช้ตัวอักษรไทยแบบมีรูปทรงอิสระ มีน้ำหนักเส้นที่แตกต่างกัน ไม่สม่ำเสมอ
ส่วนประกอบต่างๆของหนังสือพิมพ์สำหรับผู้หญิง ที่ควรจะมี คือ
- เป็นหนังสือพิมพ์ขนาดแทบลอยด์ กว้าง 12 นิ้ว ยาว 15 นิ้ว
- มีจำนวนหน้า 16-24 หน้า
- มีข่าว 1-4 คอลัมน์ข่าวใน 1 หน้า
- พิมพ์ด้วยกระดาษปอนด์ขาว
- มีเนื้อหาประเภทข่าว 10 ประเภท คือ ข่าวประจำวัน ข่าวบันเทิง ข่าวต่างประเทศ ข่าวสังคม ข่าวการศึกษา ข่าววิทยาศาสตร์ ข่าวเศรษฐกิจ ข่าวสาธารณสุข ข่าวกีฬา ข่าวการเมือง
- มีเนื้อหาประเภทคอลัมน์ประจำและสารคดี 16 ประเภท คือ คอลัมน์ไลฟ์สไตล์ แฟชั่น คอลัมน์ศิลปวัฒนธรรม คอลัมน์สุขภาพ คุณภาพชีวิต คอลัมน์ไนท์ไลฟ์ คอลัมน์ดารา คนดัง ไฮโซ คอลัมน์ดวง พยากรณ์ คอลัมน์ท่องเที่ยว ธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม คอลัมน์ย้อนอดีต ประวัติศาสตร์ คอลัมน์สันทนาการ คอลัมน์สตรี คอลัมน์รถยนต์ คอลัมน์วรรณกรรม หนังสือ คอลัมน์สมัครงาน ซื้อขาย สกู๊ปพิเศษ บทบรรณาธิการ หน้าโฆษณา
พิบูล ไวจิตรกรรม, ศิลปกรรมศาสตรมหาบัณฑิต
ภาควิชา นฤมิตศิลป์ สาขาวิชา นฤมิตศิลป์ ปีการศึกษา 2547

วันเสาร์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2552

วันอาทิตย์ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

แนวคิดในการวิจัยและการสร้างสรรค์ทางศิลปะบริสุทธิ์

แนวคิดในการวิจัยและการสร้างสรรค์ทางศิลปะบริสุทธิ์

ผลงานศิลปะอาจจะเป็นผลมาจากการศึกษาค้นคว้า มีการศึกษาค้นคว้าก่อนที่จะสร้างสรรค์งานศิลปะ แต่ผลงานศิลปะอาจจะไม่เกิดจากการศึกษาค้นคว้า เป็นแต่เพียงงานประดิษฐ์หรืองานทักษะเท่านั้นก็ได้ ในขณะที่งานวิจัยคืองานที่เกิดจากการศึกษาค้นคว้าเพื่อแสวงหาความรู้ นำความรู้นั้นมาวิเคราะห์แยกแยะ และสังเคราะห์ขึ้นเป็นองค์ความรู้ใหม่ซึ่งองค์ความรู้ใหม่ไปสู่สาระประโยชน์ทางด้านต่างๆ ก็ได้

ผลงานศิลปะไม่ใช่งานวิจัยโดยตรง แต่อาจจะเป็นผลจากการศึกษาค้นคว้าหรือเป็นผลจากองค์ความรู้ใหม่ก็ได้ ซึ่งการสร้างสรรค์งานศิลปะตามแนวทางของกระบวนการวิจัย ก็ได้มีการถือปฏิบัติกันพอสมควร ในลักษณะของการวิจัยและพัฒนา (Research and Development, R&D) ซึ่งใช้กระบวนการแสวงหาความรู้ความคิดและข้อมูลเป็นเบื้องต้น หลังจากนั้นจึงพัฒนาความรู้ ความคิดและข้อมูลที่ได้ สร้างสรรค์เป็นผลงานศิลปะ เป็นกระบวนการที่ใช้ฐานความรู้ผลักดันการสร้างสรรค์ศิลปะ หรืออาจกล่าวได้ว่าเป็นผลงานศิลปะเกิดจากองค์ความรู้ใหม่นั่นเอง

ความพยายามที่จะใช้ผลงานศิลปะในลักษณะหนึ่งแทนงานวิจัย จึงเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเป็นได้ เพราะผลงานศิลปะ (Work of Art) ต่างไปจากงานวิจัย(Research) เว้นเสียแต่ว่าผู้เสนอผลงานศิลปะจะใช้กระบวนการวิจัยและพัฒนา (R&D) ดังกล่าวข้างต้น หรือต้องอธิบายกระบวนการคิดและการสร้างสรรค์เป็นลายลักษณ์อักษร ประกอบผลงานศิลปะให้เห็นชัดว่า ได้มีการศึกษาค้นคว้ามีองค์ความรู้ใหม่ มีกระบวนการคิดวิเคราะห์และสังเคราะห์ ที่เกี่ยวข้องกับผลงานศิลปะนั้น การนำเสนอของเอกสารก็ควรจัดระบบความรู้ความคิดให้มีระบบแบบแผนที่ดีอาจเป็นไปตามแนวทางของงานวิจัยที่นิยมกัน

งานศิลปะบริสุทธิ์(Fine Art ) มีความแตกต่างกับงานออกแบบ(Design) ซึ่งจัดว่าเป็นประยุกต์ศิลป์หรือเป็นการสร้างสรรค์งานตามหลักการที่เป็นจริง เป็นขั้นตอน สามารถพิสูจน์และแสดงวิธีคิด สามารถสื่อแสดงวิธีการจัดการให้ประจักษ์และสอบทาน มีการอ้างอิงได้จริง

ดังนั้นการที่นักศึกษาแสดงหลักฐานการคิดและการทำงาน เพียงแสดงแค่ร่องรอยการขีดเขียนเป็นเพียงลายเส้นสาย จึงเป็นเพียงแค่การแสดงรูปร่างคร่าวๆของความคิดและจินตนาการในเรื่องที่ยังเป็นไปไม่ได้ เป็นเพียงรูปแสดงแทนความคิดที่ยังไม่ได้ขัดเกลาหรือใช้เหตุผลที่เป็นจริงเข้าไปประกอบร่วมนั่นเอง

การใช้ระเบียบวิธีวิจัยเข้ามาใช้ร่วมเป็นแนวทางการสร้างสรรค์ ก็จะทำให้การบันทึกแห่งความคิดของเรานั้น สามารถสื่อแสดงออกไปสู่แนวทางที่เป็นวิทยาศาสตร์ ที่นำไปสู่การได้รับการยอมรับอย่างเป็นวิชาการ ได้อย่างผสมกับกลมกลืนไปกับระเบียบวิธีของการสร้างสรรค์ทางศิลปกรรม หรือได้ความงามที่สมบูรณ์ไปในตัว ซึ่งอาจจะเหนือกว่าศาสตร์อื่นๆ ดังคำกล่าวที่ว่า สุดท้ายก็กลับมาตายที่ความงาม หรือย้อนไปกลับไปที่ความคิดที่เหนือกว่าเหตุผลนั่นเอง การทำงานศิลปะหรือการออกแบบเยี่ยงงานวิจัยก็เป็นเพียงแค่หาศาสตร์และสาระที่อ้างอิงได้ มีหลักการคิด การบันทึกที่เป็นจริงได้ไว้เป็นหลักฐาน ให้เป็นที่ยอมรับ ตามมาตรฐานที่สังคมกำหนด ก็เท่ากับว่าเราได้ทำงานวิจัยและได้ในสิ่งที่เราต้องการทราบและพิสูจน์ผลแห่งการคิดที่เป็นจริงได้แล้ว

ดังนั้นการทำวิจัยทางศิลปกรรมจึงต้องมีการศึกษาข้อมูลที่เกี่ยวข้อง มีการวิเคราะห์ สามารถแสดงวิธีการคิดที่เรารู้และบันทึกรายละเอียดประกอบผลการคิดและการกระทำออกมา ให้เป็นที่ประจักษ์และหลักฐานไว้นั่นเอง